
รีบเบิกงบปี’59 ต่อลมหายใจเศรษฐกิจ
การเบิกจ่ายงบประมาณถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ทำงานได้ดี เนื่องจากเครื่องยนต์อื่นทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก ยังอยู่ในอาการฟุบไม่ฟื้น
การเบิกจ่ายงบประมาณถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ทำงานได้ดี เนื่องจากเครื่องยนต์อื่นทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออก ยังอยู่ในอาการฟุบไม่ฟื้น
นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณยังถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ควบคุมได้ง่ายกว่าเครื่องยนต์อื่นๆ เพราะเป็นการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นเรื่องภายในที่อยู่ในมือของรัฐบาลและหน่วยงานราชการทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็ยังพบปัญหาเบิกจ่ายได้ล่าช้า ถึงจะมีการพยายามเร่งเบิกจ่ายกันทุกวิถีทาง ทั้งการผ่อนปรนการเบิกจ่าย หรือไม้แข็งถึงขนาดลงโทษหน่วยงานที่เบิกจ่ายไม่ทันให้มีผลต่อการประเมินผลงาน รวมถึงตัดงบลงทุนไม่เบิกจ่ายไปให้หน่วยงานอื่นที่มีความพร้อมมากกว่า แต่การเบิกจ่ายของรัฐบาลก็ยังไม่เข้าเป้า
หากดูการเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2558 ที่จะจบลงในไม่กี่วัน ในส่วนของภาพรวมงบจำนวน 2.57 ล้านล้านบาท คาดเบิกจ่ายได้ 2.47 ล้านล้านบาท หรือ 96% ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ทว่าเมื่อแยกส่วนเฉพาะงบลงทุนวงเงิน 4.49 แสนล้านบาท คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 2.92 แสนล้านบาท หรือ 65% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 87% อยู่มากไม่ใช่น้อย หากคิดเป็นเม็ดเงินที่เบิกจ่ายไม่ได้สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท มากกว่าเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก 1.36 แสนล้านบาท เสียอีก
นอกจากนี้ ในส่วนของการเบิกจ่ายงบลงทุนเหลื่อมปี 3.7 แสนล้านบาท ก็เบิกจ่ายได้แล้ว 2.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 75.7% ยังมีงบค้างท่ออีกถึง 9 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในงบประมาณปี 2558 วงเงิน 3.28 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 1.57 แสนล้านบาท ยังมีเงินค้างท่ออีกกว่า 1 แสนล้านบาท
หากรวมงบลงทุนดังกล่าว จะพบว่ามีงบลงทุนค้างท่อในปีงบประมาณ 2558 มากถึง 3-4 แสนล้านบาท ทีเดียว เป็นผลทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้ตามเป้าหมายและเศรษฐกิจไทยปีนี้เสี่ยงที่จะโตกว่า 3%
ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นเรื่องที่ทีมเศรษฐกิจใหม่รู้ดีว่าไม่สามารถแก้ไขได้ข้ามคืน เพราะการเบิกจ่ายที่ล่าช้ามาจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงทำให้ต้องปรับปรุงราคากลางใหม่ เพื่อไม่ให้ส่วนราชการจัดซื้อจัดจ้างในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ความไม่พร้อมของโครงการโดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 ก็ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการฉุดลากเศรษฐกิจให้พ้นจากปากเหว เห็นได้ว่าทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลมีการบี้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนกันขนานใหญ่ มีการเดินสายไปกระทรวงต่างๆ ที่มีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก เพื่อขันนอตข้าราชการให้เร่งทำงาน เพื่อให้โครงการก่อสร้างได้จริง
นอกจากนี้ ยังเดินสายไปยังกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างกระทรวงการคลังเพื่อให้ปลดล็อกต่างๆ ของการเบิกจ่าย เพื่อให้การเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เป็นโครงการแค่ในแผนงาน ซึ่งไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ต่อไป
สำหรับงบประมาณปี 2559 วงเงิน 2.77 ล้านล้านบาท มีงบลงทุน 5.4 แสนล้านบาท หรือ 20% รัฐบาลมีมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายโดยให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการเดินหน้าทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างไปก่อนล่วงหน้า เมื่อกฎหมายงบประมาณมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2558 จะได้เบิกจ่ายได้ทันที เพื่อให้การเบิกจ่ายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2559 หรือไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 เบิกจ่ายได้มากที่สุด จะได้ดึงเศรษฐกิจให้โตได้มากกว่า 3% ให้ได้
รัฐบาลยังได้มีการเติมเงินลงทุนพิเศษจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ไปปล่อยกู้สมาชิกกระตุ้นการบริโภคยังมีการแจกเงินลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท การเร่งลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท อยู่ในงบประมาณปี 2559 แล้ว ส่วนอีก 2.4 หมื่นล้านบาท จะเป็นโครงการที่รัฐบาลหามาเติมเพิ่ม โดยเม็ดเงินทั้งหมดจะต้องมีการเบิกจ่ายให้ภายสิ้นปีนี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ผ่อนผันการเบิกจ่ายเป็นกรณีพิเศษจากเดิมวันที่ 1 ต.ค. 2558 การจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้วิธีอี-บิดดิ้งและอี-มาร์เก็ต แต่ได้มีการผ่อนผันให้กับโครงการที่ไม่ถึง 2 ล้านบาท ออกไปถึงสิ้นเดือน มี.ค. 2559 โดยโครงการไม่ถึง 5 แสนบาท ให้เรียกผู้รับเหมามาตกลงเซ็นสัญญาได้เลย ส่วนโครงการที่เกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ก็ให้ใช้วิธีสอบราคา ซึ่งเป็นการปลดล็อกการเบิกจ่ายให้ทำได้รวดเร็วมากขึ้น
วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ออกมาระบุว่า โครงการลงทุนต่างๆ ทั้งจากงบประมาณของรัฐวิสาหกิจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปีงบประมาณ 2559 มีถึง 1 แสนโครงการ ในจำนวนนี้ 70% เป็นโครงการที่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในข่ายที่ได้รับการผ่อนผันการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2558 ถึงขั้นขีดสุดเร่งทุกทางเปิดทางทุกช่องที่สามารถทำได้ เพื่อให้เงินจากภาครัฐไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากที่สุด
เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเร่งงบประมาณชนิดเหยียบคันเร่งจมมิดเช่นนี้ เพราะหวังว่าหากการเบิกจ่ายภาครัฐเร่งขึ้น จะทำให้ดึงการลงทุนภาคเอกชนกลับมาฟื้นได้ตามไปด้วย ซึ่งรัฐบาลก็อยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการชุดใหญ่เพื่อดึงการลงทุนภาคเอกชนให้เร่งลงทุนภายใน 1-2 ปีนี้
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะรัฐบาลเห็นว่าเงินงบประมาณที่เร่งไปแม้ว่าจะมีจำนวนมาก แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการเร่งลงทุนภาครัฐจะต้องทำให้เอกชนมั่นใจกลับมาลงทุนด้วย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้แข็งแรงขึ้น เมื่อการลงทุนภาคเอกชนฟื้น การจ้างงานก็เพิ่มมากขึ้นก็จะเป็นแรงเสริมให้การบริโภคกลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งเป็น 3 เครื่องยนต์ที่รัฐบาลต้องการจุดให้ติดกลับมาวิ่งให้ได้เร็วที่สุด
ส่วนเครื่องยนต์การส่งออกเป็นเครื่องยนต์ที่รัฐบาลแก้ได้ยาก เพราะไปผูกติดกับเศรษฐกิจของโลก ตราบใดเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา เศรษฐกิจจีนขยายตัวลดลงมาก การส่งออกของไทยก็เห็นทางจะฟื้นได้ยาก
ดังนั้น การเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณจึงเป็นไพ่สำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและนักลงทุนผู้ประกอบการกลับมาเป็นกำลังในการ
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวพ้นจากโคม่าให้เร็วที่สุด







