posttoday
"ประยุทธ์" มอบรางวัลส่งออกดีเด่นแนะสร้างนวัตกรรมใหม่

"ประยุทธ์" มอบรางวัลส่งออกดีเด่นแนะสร้างนวัตกรรมใหม่

17 กันยายน 2558

นายกฯ มอบรางวัลส่งออกดีเด่น แนะสร้างนวัตกรรมใหม่ให้สินค้า ย้ำทุกคนเป็นแขน ขาของประเทศ ต้องช่วยสร้างความเข้มแข็ง

นายกฯ มอบรางวัลส่งออกดีเด่น แนะสร้างนวัตกรรมใหม่ให้สินค้า ย้ำทุกคนเป็นแขน ขาของประเทศ ต้องช่วยสร้างความเข้มแข็ง

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2558 (Prime Minister's Export Award 2015) และพิธีเปิดงาน Thailand Innovation and Design Expo 2015 โดยกล่าวว่า เราเปรียบเสมือนแขนขาของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ มีรายได้เข้ามาในประเทศ ทั้งคนไทยและต่างชาติ วันนี้สถานการณ์โลกเป็นอย่างไร ทุกประเทศก็ต้องช่วยกันสร้างความเข้มแข็งของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศตัวเอง และต้องพูดกันเรื่องความเชื่อมโยงกันในเวทีโลก แต่เรื่องสำคัญที่ต้องเผชิญคือความขัดแย้งในโลก ความเสื่อมโทรม สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โรคระบาดต่างๆ และเรื่องสำคัญคือทำอย่างไรทุกประเทศจะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีโครงสร้างที่แข็งแรง

อย่างประเทศเราที่เป็นประเทศรายได้ปานกลางที่มีส่วนเสียมากกว่าได้ เพราะยังมีความแตกต่างของรายได้อยู่ รัฐบาลจึงพยายามดำเนินการในส่วนนี้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการรีดเอาจากประชาชน ในเรื่องการลงทุนรัฐบาลก็พร้อมให้การสนับสนุนโดยมีคณะกรรมการส่งเสริมการลงุทนหรือบีโอไอคอยดูแล ซึ่งตนอยากให้ลองคิดทำสินค้าประเภทใหม่ อาทิ ปลูกข้าวแล้วไม่ต้องสีเพื่อให้มีความแตกต่าง เหมือนนักบินที่ยอมเสียสละชีวิตกว่าที่จะสร้างเครื่องบินได้ ทุกวันนี้เราต้องเร่งแก้ไขปัญหาเพราะเวลามีจำกัด เราต้องวางอนาคตและอย่าขัดแย้งกันอีก เพราะขณะนี้ก็เริ่มเห็นมีการต่อต้านต่างๆ เกิดขึ้นก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับตนบ้าง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในด้านการแข่งขันกับ 4 ประเทศรอบบ้าน ต้องยกระดับ แปรรูป เพิ่มมูลค่า ใช้วัตถุดิบจากเขามา ไม่ทิ้งประเทศอื่นเขา รวมถึงกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี เราถือว่าเราเป็นประเทศเท่าเทียมกัน ทั้ง 10 ประเทศในอาเซียนเจอกันบ่อย ตกลงกันแล้วว่าจะเดินไปพร้อมกัน เราจะไม่ประกาศว่าใครเป็นผู้แข่งผู้นำเพราะมันจะเดินไปไม่ได้ วันนี้เราต้องไม่มีความขัดแย้งกับประเทศรอบบ้าน ซึ่งในงานนี้มีทูตมาด้วย

“ไม่รู้ว่าฟังผมรู้เรื่องหรือไม่ แต่เห็นว่าพูดภาษาไทยได้ มีทูตบางคนพูดไทยได้ แต่ไม่เข้าใจ ชอบรายงานกลับไปแบบผิดๆ ไม่กลัวเลยว่าจะทำธุรกิจตัวเองจะขาดทุน”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้การลงทุนต้องสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ  รถไฟ รถราง เชื่อมโยงไปนอกประเทศ ทางบก ทางอากาศ ทางชายฝั่ง ทำทุกอย่างตั้งแต่ตอนเข้ามา เราต้องเอาเราเป็นศูนย์กลาง เราต้องทำให้เป็นอาเซียนบวกหนึ่งให้ได้ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศ และต้องเป็นผู้นำไปร่วมกัน ไม่ใช่เสื่อตัวที่หนึ่ง ตัวที่สอง ตัวที่สาม เพราะจะทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า “เมื่อวานมีสื่อไปเขียน อยากรู้ว่าการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งชาติ(บีโอไอ) ลดมาตรการด้านภาษีลงมาแล้วประเทศชาติได้อะไร ถ้าท่านไม่ทำ ก็ไม่มีใครมาลงทุน แล้วเราจะได้อะไร ซึ่งมาตรการภาษีเป็นมาตรการเดียวที่รัฐบาลสามารถทำได้ ซึ่งเราก็ต้องตีกรอบออกไป 5 ปี 10 ปี เราต้องการแบบนี้ ถ้าเราไม่เริ่มตรงนี้เลย วันหน้าก็ไม่มีใครเข้ามาลงทุน แล้วแบบไหนใครเสียมากกว่ากัน นี่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง หรือรู้แต่แกล้งไม่รู้ ทำให้สังคมเข้าใจผิด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การท่องเที่ยวขณะนี้เกือบถึง 30 ล้านคน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปก็ถึง 30 ล้านคน ถ้าวันนี้การท่องเที่ยวไม่ดีเศรษฐกิจก็แย่ลงทุกอย่างเพราะฉะนั้นเราต้องเร่งรัดการพัฒนาหาตลาดทั้งตลาดบนตลาดพรีเมียม สิ้นค้าก็ต้องพัฒนาไปสู่ราคาที่สูงขึ้น อย่างแข่งขันกันในตลาดระดับล่างมันสู้ไม่ได้เพราะต้นทุนเรามากกว่าเขาสำหรับเรื่องราคาสินค้า เมื่อมีโอกาสในเวทีใดก็ตามให้ลองพูดคุยกันเพื่อที่เวลาผลิตจะได้ไม่ทะเลาะกัน ส่วนมาตรการตอบโต้เรื่องทุ่มตลาดเหล็ก รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น กำลังพิจารณายังควบคุมอยู่

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องการศึกษา บ้านเราถือว่ายังไม่เลวร้าย แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งเน้นสายอาชีพ เพราะเป็นประชาธิปไตย ใครอยากเรียนอะไรก็เรียน ได้ปริญญาเสร็จก็กลับบ้านไม่มีงานทำ วันนี้ต้องแยกแยะจัดระเบียบใหม่ แต่ทหารจะใช้เผด็จการเรื่องการเรียนไม่ได้  ตอนนี้แค่แนวคิดลดเวลาเรียนยังโดนเลย ตรงนี้ต้องสอนคนรุ่นใหม่ให้เข้าเป็นแบบที่เราเคยเป็น  ต้องสอนเด็กให้เรียนรู้เติบโตตามวัยเจริญพันธุ์ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในวันข้างหน้า และวันนี้ต้องสนับสนุนให้เรียนสายอาชีพกันให้มากขึ้น รองรับโรงงานที่จะเปิดอีกจำนวนมาก และเตรียมความพร้อมให้ตรงกับตลาด ขณะเดียวกันก็รู้ว่า ไม่อยากเรียนสายอาชีพกัน อันตรายต้องใส่เสื้อเกราะมาเรียน ซึ่งไม่มีประเทศไหนเป็นแบบนี้ เวลานี้ต้องให้คนมาเรียนอาชีวะให้มากขึ้น

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก