posttoday
เครดิตประเทศอ่อนแอ สะเทือนฟื้นเศรษฐกิจ

เครดิตประเทศอ่อนแอ สะเทือนฟื้นเศรษฐกิจ

16 กันยายน 2558

การขยายเวลาโรดแมปทางการเมืองออกไปอีก 20 เดือน กว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งคาดการณ์กันว่าอย่างเร็วคือในปี 2560 ถือเป็นตัวล็อกอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเครดิต เรตติ้งของประเทศไทย ทำให้ไม่สามารถขยับเรตติ้งขึ้นได้

การขยายเวลาโรดแมปทางการเมืองออกไปอีก 20 เดือน กว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งคาดการณ์กันว่าอย่างเร็วคือในปี 2560 ถือเป็นตัวล็อกอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเครดิต เรตติ้งของประเทศไทย ทำให้ไม่สามารถขยับเรตติ้งขึ้นได้

เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า นักลงทุนต่างชาติมองรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในแง่ลบ ทำให้สะเทือนไปถึงการบริหารเศรษฐกิจของไทยไปด้วย โดยมีการโยกไปลงทุนในประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแทน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเมืองเป็นเพียงตัวหนึ่งที่ถ่วงเครดิตประเทศไทยเท่านั้น ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆ ที่สำคัญที่เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายเครดิตของประเทศอีก

แน่นอนว่า เครดิตของประเทศจะดีขึ้นหรือแย่ลง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ โดยในปี 2557 เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้เพียง 0.9% ทำให้เครดิตของประเทศไทยอยู่ในภาวะอ่อนแอมากขึ้น

ถือได้ว่า ณ ขณะนี้เครดิตของประเทศไทยกำลังมีปัญหา เหมือนเป็นแซนด์วิช ด้านหนึ่งถูกปัญหาการเมืองประกบไว้ อีกด้านหนึ่งก็ถูกปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำกดดันอยู่

ยิ่งเศรษฐกิจปี 2558 ที่เดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 4-5% แต่ผ่านครึ่งปีไปได้ไม่นาน มีการปรับประมาณการใหม่ เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% นักลงทุนบางแห่งคาดการณ์ไปถึงว่า มีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวได้ 2% เท่านั้น

หากเศรษฐกิจไหลลงลึกเช่นนั้น ย่อมสะเทือนกับเครดิตของประเทศ มีความเสี่ยงที่จะถูกลดจากประเทศที่อยู่ในระดับน่าลงทุนปกติ เป็นประเทศที่มีความน่าลงทุนน้อยได้

ปัญหาสำคัญ คือ การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำหลายๆ ปีติดต่อกัน จะทำให้ไทยมีปัญหาเสถียรภาพทางการคลังตามมา ทั้งหนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ต่ำลง เพราะการหารายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารการคลังได้ประเมินว่า ภายใต้ปัญหาการเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า และการต้องใช้เงินลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ไทยต้องกู้เงินจำนวนมาก ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศอาจจะไปแตะ 60% ของจีดีพี ซึ่งเป็นกรอบความยั่งยืนทางการคลังได้ในปี 2560

นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลหลายเรื่อง แม้มีความจำเป็นต้องดำเนินการ แต่ก็จะมีผลข้างเคียงตามมา ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านกองทุนหมู่บ้าน ที่จะส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูง มาตรการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุน ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของประเทศให้ลดลง และทำให้ต้องกู้เพิ่มพอกหนี้ของประเทศให้มากขึ้น

ที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้พยายามออกมาเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ด้วยการผลักดันโครงการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง มูลค่า 1-2 ล้านล้านบาท โดยจะคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะไว้ให้ไม่เกิน 50% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้

ยังไม่นับรวมกับภาระหนี้ก้อนโตของประเทศที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว 5-6 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการบริหารจัดการ จะเป็นคลื่นลูกใหญ่อีกลูกหนึ่งที่จะซัดเครดิตของประเทศให้จมน้ำในไม่ช้า

ครึ่งปีแรก 2558 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก มีการคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ในระดับเดิม เพราะเสถียรภาพการคลังของไทยยังไม่มีปัญหา แต่หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงและกินเวลานาน ปัญหาเสถียรภาพทางการคลังก็เริ่มโผล่ขึ้นมาให้เห็นมากขึ้น

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ แม้ว่ายังคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินตราต่างประเทศของรัฐบาล ที่ BBB+ และ F2 รวมทั้งยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของรัฐบาลที่ A- และคงสถานะมุมมองความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวของรัฐบาลในระดับมีเสถียรภาพ แต่ก็ระบุปัญหาเชิงลบไว้มาก โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจยังขยายตัวลดลงอีก เครดิตของไทยก็มีความเสี่ยงที่จะถูกหั่นลดลง

เช่นเดียวกับสถาบันจัดอันดับ R&I ของประเทศญี่ปุ่น ที่ยังคงเครดิตไทยไว้เท่าเดิม แต่ R&I ยังคงติดตามประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือนที่จะจัดตั้งในอนาคต ดังนั้น R&I จึงยังคงมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็นลบ

ขณะที่สถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก อย่าง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี ที่ประกาศคงอันดับเครดิตของไทยตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่เอสแอนด์พีคาดหวังว่าไทยจะรักษาจุดแข็งทางการเงินการคลังไว้ได้ ทั้งนี้เอสแอนด์พีอาจจะปรับลดเครดิตของไทย หากเศรษฐกิจหรือภาคการคลังของประเทศอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ

จากการประเมินของสถาบันจัดอันดับ ทำให้เห็นว่า เครดิตของประเทศในปี 2559 อยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลง โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลจากหน่วยต่างๆ ทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยในปลายปีนี้ ไปถึงต้นปีหน้า

ดังนั้น การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจึงมีความสำคัญกับเครดิตของประเทศอย่างมาก หากรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจไทยยังยืนอยู่เหนือ 3% ได้ ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะพ้นจากความเสี่ยงไปได้อีก 1 ปี

แต่ในทางตรงข้าม หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล การเร่งการลงทุนยังเบิกจ่ายได้ล่าช้า การผลักดันเมกะโปรเจกต์ยังเป็นแค่แผนงานในกระดาษ ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการก่อสร้างได้จริงภายในปีนี้ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เครดิตของประเทศไทยก็มีอันตรายที่จะถูกปรับลดอย่างไม่มีทางเลี่ยง

ถึงแม้ว่าสถาบันจัดอันดับจะยังไม่ลดเครดิตของประเทศไทยลง แต่ความเสี่ยงที่จะถูกปรับมุมมองจากมีเสถียรภาพ กลายเป็นมุมมองติดลบ ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยสั่นสะเทือน สร้างปัญหาต่อมุมมองการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

เพราะการที่มุมมองถูกปรับให้เป็นลบ ก็เท่ากับประเทศไทยถูกปักธงแดงเตือนนักลงทุนว่า การลงทุนในประเทศไทยมีความเสี่ยง หรือไม่น่าสนใจ ผลคืออาจจะมีการตัดสินใจนำเงินไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีเครดิตเรตติ้งดีกว่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจไทยไทยก็ฟื้นตัวได้ยากยิ่งขึ้น สวนทางกับความพยายามของรัฐบาลที่สร้างความหวังว่าเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้นในไม่ช้านี้

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน