posttoday
สื่อกับการปฏิรูปประเทศ

สื่อกับการปฏิรูปประเทศ

14 กรกฎาคม 2553

....นพ.ประเวศ วะสี

1.คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่ง ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) กล่าวไว้นานแล้วว่า คนไทยเหมือนไก่อยู่ในเข่ง รอวันเขาเอาไปเชือดตายหมดทุกตัว แต่ระหว่างนั้นยังจิกตีกันอยู่ร่ำไป เข่งนั้นแน่นหนามากกักขังไก่เอาไว้ ไก่แต่ละตัวจะบินออกจากเข่งก็ออกไม่ได้ นอกจากจะรวมตัวกันบินออกพร้อมกัน แต่ไก่รวมตัวกันไม่เป็น คนไทยไม่ใช่ไก่ ถ้าไม่ใช่ไก่ก็ต้องรู้ว่าเข่งคืออะไร จะรวมตัวกันบินออกจากเข่งได้อย่างไร

2.ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ “เข่ง” ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่แน่นหนามากประดุจกรงที่กักขังคนไทยทั้งหมดไว้ ให้กระทบกระทั่งจิกตีกันจนเลือดตกยางออก ประดุจไก่ในเข่ง แต่ถึงจิกตีกันเท่าไรๆ ก็ตายหมดทุกตัว ถ้าไม่เข้าใจโครงสร้าง และออกจากโครงสร้างที่กักขังทุกคนไว้ สังคมไทยมีความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างน้อยมาก เมื่อมีอะไรก็คิดแต่ว่าเป็นเรื่องดีชั่วที่ตัวบุคคลเท่านั้น เมื่อคิดอย่างนั้นวิธีการก็คือเน้นการสั่งสอนอบรม ซึ่งต้องถือว่าไม่ได้ผลเลย เพราะประเทศวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่เป็น “โครงสร้าง” แล้วมีผลรุนแรงและแก้ไขยาก เช่น โครงสร้างทางจิตสำนึก โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางกฎหมาย โครงสร้างทางการศึกษา โครงสร้างทางความยุติธรรม โครงสร้างทางการพัฒนา

ทั้งนี้ โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้สังคมขาดความเป็นธรรม การขาดความเป็นธรรม นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง

3.ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อสร้างความเป็นธรรม เมื่อปัญหาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็ต้องปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรม แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจก็ทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างมันถักทอกันแน่นหนามาก ประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างแล้วแก้ไขไม่ได้ ประเทศก็จะวิ่งเข้าสู่วิกฤตการณ์ เช่น เกิดสงครามกลางเมืองหรือแพ้สงคราม เช่น ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามคนตายหลายล้านคน โดนระเบิดอะตอมจนเสียหายยับเยิน เรียกว่าวิกฤตสุดๆ แต่หลังจากนั้นกลับเจริญอย่างรวดเร็ว เพราะวิกฤตเป็นโอกาสให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งตามปกติแก้ไม่ได้

จึงกล่าวกันว่าวิกฤตเป็นโอกาส

ประเทศไทยวิกฤตสุดๆ คราวนี้ จึงเป็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตามปกติแก้ไม่ได้ ขณะนี้สังคมไทยตื่นตัวอย่างไม่เคยมีมาก่อนที่จะสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ สังคมไทยต้องไม่ติดอยู่ในอดีตจนเคลื่อนไปในอนาคตไม่ได้ มองเห็นวิกฤตเป็นโอกาสที่จะปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยให้หายวิกฤต

4.เป้าหมายร่วม “สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ” ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ เคยกล่าวว่า คนไทยไม่เคยมีเป้าหมายร่วม การมีเป้าหมายแยกย่อยไปตามผลประโยชน์ของบุคคล กลุ่ม พวก องค์กร สถาบัน ไม่ทำให้สังคมไทยมีพลังพอที่จะออกจาก“หลุมดำ” แห่งวิกฤตการณ์ แต่ภายหลังเหตุการณ์รุนแรงในเดือน เม.ย.พ.ค. สังคมไทยเกิดจิตสำนึกขึ้นมาอย่างกว้างขวางว่าจะอยู่อย่างเดิมไม่ได้ ต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และสิ่งที่มีผู้พูดถึงมากที่สุด คือ “สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายร่วมของสังคมไทย จะคนละพวก คนละพรรค คนละสี ก็มีเป้าหมายเดียวกันได้ เพราะเป็นเป้าหมายเพื่อประเทศไทย

5.การปฏิรูปต้องสังคมเป็นเจ้าของ ความสำเร็จของการปฏิรูปอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลหรือคณะกรรมการ ยังมีความเข้าใจผิดกันมากที่ว่าถ้าคณะกรรมการทำข้อเสนอ แล้วรัฐบาลไม่ทำก็จะสูญเปล่า ขอให้ย้อนกลับไปดูกระบวนการปฏิรูปการเมือง เมื่อปี 25372540 ที่จริงๆ แล้วไม่มีพรรคการเมืองใดต้องการปฏิรูป แต่ก็ต้องทำเพราะประชาชนต้องการ

คณะกรรมการปฏิรูป 2 คณะที่ทำงานเชื่อมโยงกัน จุดประสงค์ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเป็นสำคัญ แต่อยู่ที่ประชาชนคือ จะทำกระบวนการให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม และในที่สุดเป็นเจ้าของการปฏิรูป

6.การปฏิรูปไม่ใช่การปรองดอง ไม่ใช่การแก้ปัญหา การที่สังคมจะมีพลังเคลื่อนไปสู่อนาคตได้ ต้องแก้ความเข้าใจผิดบางอย่างที่เป็นอุปสรรค การปฏิรูปไม่ใช่การปรองดอง ถ้าเอามาชนกันก็จะถามว่าถ้าปรองดองไม่ได้จะปฏิรูปได้อย่างไร สังคมไทยต้องมีความสว่างทางปัญญา เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร อะไรไม่ใช่อะไร และทำอย่างไรจึงจะทำให้สำเร็จประโยชน์ของประเทศ การปรองดองกับการปฏิรูปเป็นคนละเรื่องกัน การปรองดองเป็นเรื่องของอดีต แต่การปฏิรูปเป็นเรื่องของอนาคต

อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ การปฏิรูปไม่ใช่การแก้ปัญหา นี้อาจจะเข้าใจยากและเป็นต้นตอของความล้มเหลวของการปฏิรูปในอดีต เรามักเข้าใจผิดว่าการพัฒนาคือการแก้ปัญหา การพัฒนากับการแก้ปัญหาเป็นคนละเรื่อง การแก้ปัญหานั้นยากและมักจะนำไปสู่การทะเลาะกันมากขึ้น เพราะปัญหาแต่ละปัญหามันมีรากยาวไกลและมีผู้คนที่เกี่ยวข้อง เมื่อพยายามแก้ปัญหาคนที่คิดว่าเป็นปัญหาก็จะต่อสู้ เลยทะเลาะแตกแยกกันยกใหญ่ ชาติใดชาติหนึ่งถ้าหมกมุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาก็จะจมปลักอยู่กับอดีตจนเคลื่อนไปสู่อนาคตไม่ได้ ผู้รู้จึงกล่าวว่าการพัฒนาไม่ใช่การแก้ปัญหา การพัฒนาคือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่ดี

กรรมการในคณะกรรมการปฏิรูป 2 คณะ ต้องทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดี และอย่าหลุดเข้าไปเป็นกรรมการแก้ปัญหา การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ของคณะกรรมการปฏิรูป คุณอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกล่าวย้ำว่า “คณะกรรมการปฏิรูปไม่ใช่คณะกรรมการแก้ปัญหา”

7.สื่อกับการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากพลังทางสังคมที่ติดอาวุธด้วยปัญญาคือ จุดชี้ขาดของ “การบินออกจากเข่ง” หรือการที่ประเทศไทยจะออกจากมิคสัญญีกลียุคไปสู่สังคมที่มีความเป็นธรรม สื่อสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญที่สุด เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถทำให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง รู้ถึงกัน มีเจตจำนงร่วมกันและกระทำร่วมกัน ถึงเวลาที่สื่อจะกู้วิกฤตชาติ

บทบาทของสื่อในการปฏิรูป คือ สื่อสารเพื่อเพิ่มพลังสังคม ไม่สื่อสารเพื่อทอนพลังสังคม

ในทางพระพุทธศาสนามีหมวดธรรมที่เรียกว่าอินทรีย์ 5 พละ 5 สื่อสามารถสร้างพลังทาง สังคม 5 ประการ หรือพละ 5 ทางสังคม ดังนี้

(1) พลังแห่งความเข้าใจเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้าง ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางสังคม การแก้ปัญหาระดับปัจเจกบุคคลจะทำให้เหมือน “ไก่ที่อยู่ในเข่ง” จิกตีกันจนตายก็ออกจากเข่งไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

(2) พลังแห่งจินตนาการใหม่ประเทศไทย ประเทศไทยผ่านความทุกข์ยากและความขัดแย้งมามากจนความคิดจิตใจแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หมักหมมขมขื่นอยู่กับอดีตจนเคลื่อนไปสู่อนาคตไม่ได้ ความรู้และเหตุผลไม่มีพลังพอที่จะดึงประเทศไทยออกจาก “หลุมดำ” ของอดีต ต้องใช้พลังจินตนาการของอนาคตมาดึงออกจากอดีต ความจริงประเทศไทยมีทรัพยากรต่างๆ มากมาย เกินพอที่จะสร้างสังคมศานติสุข เป็นประเทศไทยที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

(3) พลังแห่งการมีเป้าหมายร่วม ถ้าสังคมมีเป้าหมายร่วมจะมีพลังประดุจแสงเลเซอร์ คนไทยไม่เคยมีเป้าหมายร่วม วิกฤตสุดๆ คราวนี้คนไทยต้องสร้างเป้าหมายร่วมให้ได้ เป้าหมายร่วมเท่าที่จับได้ขณะนี้คือ “สร้างความเป็นธรรม – ลดความเหลื่อมล้ำ” สื่อมวลชนทุกช่องทางอาจจะตั้งคำถามประชาชน 2 คำถาม คือ

หนึ่ง สังคมที่มีความเป็นธรรมในความฝันอันสูงสุดของท่านนั้นคืออะไร

สอง มาตรการที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีอะไรบ้าง

ถ้าสังคมทุกภาคส่วนพยายามตอบคำถาม 2 คำถามนี้ ข้อหนึ่ง คือการสร้างจินตนาการข้อสอง คือ เครื่องมือที่จะเอาไปพัฒนาเพื่อใช้งานต่อไป ถ้าสื่อทุกช่องทางเป็นศูนย์ป้อนคำถามและรับคำตอบจากประชาชน กลับไปกลับมา สังคมจะเกิดพลัง

(4) พลังแห่งการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ถ้าประชาชนรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กร และในทุกประเด็น สังคมจะกลายเป็นประชาสังคม หรือสังคมเข้มแข็ง ทำให้ทำเรื่องยากๆ ได้

(5) พลังทางปัญญาเชิงนโยบาย มีการสังเคราะห์ข้อเสนอแนะมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่ทุกภาคส่วนของสังคมเสนอตามข้อ (3) เป็นนโยบายที่ชัดเจน ปฏิบัติได้เป็นที่ชอบใจของมหาชน คณะกรรมการปฏิรูปจะช่วยทำหน้าที่ในส่วนนี้ โดยสังคมมีส่วนร่วมปัญญาเชิงนโยบายของสังคมจะช่วยให้สังคมมีพลังขับเคลื่อนด้วยสันติวิธีอย่างมหาศาล การมีแต่ข้อเรียกร้องเฉยๆ โดยปราศจากปัญญาเชิงนโยบาย ไม่มีใครปฏิบัติได้ นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง คราวนี้สื่อต้องช่วยสร้างความเข้าใจว่าลำพังข้อเรียกร้องเฉยๆ ไม่ทำให้ปฏิบัติได้ ต่อเมื่อสังเคราะห์ข้อเรียกร้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนปฏิบัติได้เป็นที่ชอบใจของมหาชน ก็จะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติตามนโยบายได้

จะเห็นได้ว่า พละ 5 ทางสังคม คือ (1) พลังแห่งความเข้าใจเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้าง (2) พลังแห่งจินตนาการใหม่ประเทศไทย (3) พลังแห่งการมีเป้าหมายร่วม (4) พลังแห่งการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ (5) พลังทางปัญญาเชิงนโยบาย เมื่อเกิดพร้อมย่อมทำให้สังคมมีพลังมหาศาลที่จะออกจากสภาวะวิกฤตไปสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม

ขอสื่อทุกแขนงโปรดรับเป็นธุระในการสร้างพละ 5 ทางสังคม

จะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปหรือการปฏิวัติโดยสื่อก็ได้ อันเป็นหมุดหมายที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ