
ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจสร้างสรรค์
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ดังได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า ลักษณะเนื้อหาของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทำให้งานของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐทับซ้อนกันอยู่ (CrossCutting Issue) ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ แรงงาน การลงทุน ทั้งในประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ และวัฒนธรรม ซึ่งก็ยังไม่หมดแค่นี้ ลองมาดูกันต่อไปว่า มีงานอะไรและหน่วยงานอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องอีกบ้าง
การท่องเที่ยว ซึ่งมีเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ทั้งวัฒนธรรม เช่น พวกสินค้า OTOP บางชนิด ได้แก่ ผ้าไหมยกดอกลำพูน แพรวากาฬสินธุ์ หรือโรงแรมที่มีการออกแบบสวยงามแบบไทยๆ ที่จะพบได้ตามเกาะต่างๆ ในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุย ภูเก็ต ฯลฯ แถมเดี๋ยวนี้ก็ยังมี Boutique Hotel หรือโรงแรมเล็กๆ ที่แต่งสวยงามแบบไทยๆ จนเป็นที่นิยมกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีกมาก นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การนวดแผนไทยในสปา หรือมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามตามสถานที่ต่างๆ หาดทราย ทะเล ถ้ำ น้ำตก นอกจากนี้ก็ยังมีศิลปกรรมและการแสดงต่างๆ อีกมากที่ทำให้ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฮอลลีวูด หรือบอลลีวูด เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย รวมถึงภาพยนตร์สารคดีต่างๆ ที่รวมกันแล้วมีปริมาณถึงประมาณ 500 เรื่องในปีที่แล้ว ทำรายได้ให้กับประเทศประมาณ 1,000 ล้านบาท
ดังนั้น การท่องเที่ยวหรือนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ดำเนินการผ่านทางมิติของการท่องเที่ยว จะส่งผลอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจาก ททท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นของแน่อยู่แล้ว ก็จะต้องประกอบด้วยหน่วยงานทางเศรษฐกิจด้วย
สังคม รัฐอาจดำเนินนโยบายแก้ปัญหาความยากจนของคนในประเทศ ลดแรงกดดันทางสังคม และลดช่องว่างของรายได้ระหว่างคนไทยด้วยกัน รวมตลอดถึงการแก้ปัญหาประชากรสูงวัยที่ประเทศไทยเราใกล้จะต้องเผชิญหน้าในอนาคต โดยใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือ และเช่นเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และอาจรวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุขด้วย ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ
การศึกษา การศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ น่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับอาชีวศึกษา แต่โดยที่ประเทศไทยเรามีการปรับเป็นระดับมหาวิทยาลัยกันเกือบหมดแล้ว ก็อาจเริ่มที่ระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยที่เน้นในส่วนของการฝึกฝนนักศึกษาออกไปปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยตรง เช่น เทคโนโลยีราชมงคลพระจอมเกล้า เป็นต้น งานที่รองรับนักศึกษาเหล่านี้ก็คือ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยตรง ซึ่งได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า งานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่งานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงกิจกรรมการผลิตสินค้า หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาผนวกกับมัลติมีเดีย แล้วทำให้เกิดผลงานทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เรียกว่า
“Creative Content” ซึ่งเรื่องนี้ประเทศแถบเอเชียที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก คือ สาธารณรัฐเกาหลี พูดอย่างนี้ผู้อ่านคงเริ่มเห็นภาพแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีนำ Content ตรงนี้มาใส่ในวิดีโอเกม แอนิเมชัน และบริการทางโสตทัศนวัสดุ (Audio Visual) อื่นๆ ได้อย่างลงตัว จนทำให้สามารถส่งออกทั้งโปรแกรมโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และเพลง การส่งออกในเรื่องนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ตามตัวเลขของอังค์ถัด (UNCTAD : United Nations Conference on Trade and Development) กล่าวคือ เพิ่มจาก 12.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1999 เป็น 37.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2003ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบ นอกจากกระทรวงศึกษาฯ แล้ว ก็น่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนจะให้มีหน่วยงานไหนอีกก็ขึ้นกับนโยบายรัฐว่าจะให้กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมนำ ถ้าจะเอาอย่างสาธารณรัฐเกาหลี คือ มองเทคโนโลยี มอง Creative Content และ Digital Content ก็ต้องเป็นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือกระทรวง ICT
เพียงแค่นี้ผู้อ่านก็จะเห็นได้ว่า แทบทุกกระทรวงในประเทศไทยจะเข้ามาเกี่ยวข้อง นี่ยังไม่ได้พูดถึงองค์กรที่มีอยู่แล้ว แต่เขาอาจจะยังไม่ได้ทำครบวงจร เช่น OKMD ก็ทำเกี่ยวกับองค์ความรู้ หรือ TCDC ก็ทำเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบ
แต่ที่สำคัญและขาดไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้กล่าวถึงก็คือ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหน่วยงานไหน ก็ต้องไม่ลืมที่จะดึงภาคประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาหารือด้วย ทั้งที่เป็นภาคประชาสังคม สถาบันที่ไม่ค้ากำไร เช่น สมาคมดนตรี สมาคมนักแสดง หน่วยงานที่ค้ากำไร หรือภาคธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative Content เช่น สื่อต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ก็มีผู้สร้างภาพยนตร์ โทรทัศน์ บริษัทเพลง เจ้าของลิขสิทธิ์ ฯลฯ
ดูๆ แล้วก็น่าจะโยงใยกันเหมือนใยแมงมุม ไม่ว่าจะเป็นในภาครัฐ หรือเอกชน ดังนั้นแม้หลายคนมองว่าควรจะส่งเสริมเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะประเทศไทยร่ำรวยทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และทรัพยากรธรรมชาติ คนไทยเราก็เก่งใช้ได้ในเรื่องการสร้างสรรค์ เหมือนเรามีทุนอยู่แล้ว เท่ากับทรัพย์ในดินสินในน้ำ ผลักดันอีกหน่อยก็น่าจะไปได้ดี แต่อาจต้องมาพบความจริงว่า ลึกๆ แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอย่าว่าแต่ใยแมงมุมเลย เหมือนเชือกที่พันกันยุ่งเป็นปมใหญ่ๆ ดังนั้นจะเริ่มที่ตรงไหน คงต้องมาตั้งหลักให้ดีๆ และดูกันต่อไป







