
ตอบแทนสภาขับเคลื่อน รั้งปฏิรูป ฉุดเชื่อมั่น คสช.
ฝุ่นตลบอย่างหนักในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ฝุ่นตลบอย่างหนักในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคาะ 200 รายชื่อที่จะมานั่งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สานต่อพิมพ์เขียวปฏิรูป
บรรยากาศช่วงนี้เต็มไปด้วยกระแสข่าวการวิ่งเต้นสอดรับไปกับที่หลายกลุ่มหลายฝ่ายทยอยเปิดหน้าออกมาขันอาสา เลยไปถึงขั้น “จับจอง” และ “ต่อรอง” โควตาจนทำให้จำนวนเก้าอี้ที่มีอยู่ดูน้อยลงไปถนัดตา
ที่สำคัญ “ภาพลักษณ์” เรื่องการวิ่งเต้น ล็อบบี้ที่ปรากฏออกไปเช่นนี้ นอกจากจะไม่เป็นผลดีกับบรรยากาศการปฏิรูปในวันข้างหน้าแล้ว อีกด้านหนึ่งยิ่งฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
จะเห็นว่าจากเก้าอี้ทั้งหมด 200 ที่นั่ง มีการแบ่งสัดส่วนไว้เรียบร้อย ส่วนแรกจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ถือเป็นกลุ่มใหญ่เพราะด้วยภาระหน้าที่ซึ่งเคยเป็นคนพิจารณาจัดทำพิมพ์เขียวมาด้วยตัวเอง การเข้ามานั่งในสภาขับเคลื่อนฯ ย่อมไม่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมมากนัก
สอดรับไปกับทางฝั่ง สปช.เอง เวลานี้หลายคนออกมาเสนอตัวเข้าร่วมสภาขับเคลื่อนฯ บางคนเสนอให้มีสัดส่วน สปช.ถึง 100 คน เพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูป บางฝ่ายเห็นว่าอย่างน้อยต้องมีตัวแทนจากทั้ง 18 กรรมาธิการ หลายคนออกมาตีกันคู่แข่ง
ภาพการขับเคี่ยวชิงตำแหน่งที่ปรากฏย่อมทำลายความน่าเชื่อถือของสภาขับเคลื่อนฯ ในอนาคต โดยเฉพาะภารกิจที่จะต้องไปวางรากฐานการปฏิรูปประเทศซึ่งจำเป็นต้องได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ได้รับการยอมรับจากสังคม
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่กระแสข่าวเรื่องการแบ่งเกรด สปช.เป็น A B C เพื่อพิจารณาโอกาสเข้าไปนั่งในสภาขับเคลื่อนฯ มิหนำซ้ำยังมีส่วนหนึ่งมาจากข้อตกลงล่วงหน้าว่าแลกเปลี่ยนระหว่างการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ กับการได้รับตำแหน่งสภาขับเคลื่อนฯ
หากสุดท้ายสัดส่วน สปช.ที่เคยลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนมากกว่ากลุ่มที่ลงมติเห็นชอบ ไม่ได้ออกมาใกล้เคียงกัน นั่นย่อมเป็นการตอกย้ำกระแสข่าวเรื่องการล็อบบี้ในช่วงที่ผ่านมา และยิ่งจะซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของ คสช.อย่างรุนแรง
ที่ผ่านมากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญถูกมองว่ามีอิสระในการยกร่างอยู่ระดับหนึ่ง ดังจะเห็นว่ารายละเอียดในหลายประเด็นที่ คสช.และ ครม.ท้วงติงในร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ได้เดินไปตามพิมพ์เขียว คสช.ที่เคยปรากฏออกมา
แต่ทว่าการล็อบบี้ สปช.ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญในช่วงโค้งสุดท้ายนั้น นำมาสู่ข้อครหาว่านั่นเป็นเพราะเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามแนวทางที่ คสช.ต้องการ
ดังนั้น หากเก้าอี้สภาขับเคลื่อนฯ ปฏิรูป ถูกสำรองไว้สำหรับ สปช.ที่ลงมติไม่เห็นชอบด้วยแล้ว ทุกอย่างที่ คสช.และแม่น้ำ 5 สาย พยายามทำมาทั้งหมดต้องพังทลายลงไปพร้อมกับความน่าเชื่อถือ เพราะตอกย้ำว่าทุกอย่างที่ทำมาล้วนแต่มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า
กระทบไปถึงการร่างรัฐธรรมนูญ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปในอนาคตที่ไม่ว่าจะออกมาดีแค่ไหนก็ย่อมขาดการยอมรับ
อีกส่วนที่คึกคักไม่แพ้กันคือตัวแทนจากฝั่งข้าราชการที่เปิดให้แต่ละกระทรวงส่งตัวแทนเข้ามาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา กระทรวงละ 5 คน การขับเคี่ยวทั้งภายในแต่ละกระทรวงเอง และยังต้องมาแข่งกันในภาพรวมสุดท้ายด้วยแล้ว ยิ่งทำฝุ่นตลบมากขึ้น
อีกปัญหาหนึ่งที่จะยิ่งมีปัญหาคือ การดึงเอาข้าราชการเข้ามานั่งในสภาขับเคลื่อนฯ ที่จะทำให้การปฏิรูปกลับเข้าสู่กรอบราชการจนขยับได้ยาก
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาระบบราชการเป็นตัวฉุดไม่ให้การปฏิรูปเดินหน้าไปได้ง่ายนัก ทั้งแนวคิด กฎระเบียบ วัฒนธรรมองค์กร และอื่นๆ จนการปฏิรูปที่กำลังทำต้องดึงกลไกอื่นๆ มาขับเคลื่อน
แม้ข้าราชการจะเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันปฏิรูปในด้านต่างๆ อย่างแยกไม่ออก แต่หากมีข้าราชการมากเกินไปย่อมอาจทำให้เส้นทางการปฏิรูปกลับมาติดหล่มข้าราชการจนเดินไปข้างหน้าอย่างที่ สปช.ต้องการได้ยาก
เพราะการปฏิรูปในหลายเรื่องต้องเข้าไปจัดการสะสางปัญหาภายในแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับความร่วมมือจากข้าราชการภายในกระทรวง ในเรื่องที่จะกระทบกับบทบาทหน้าที่และอำนาจของตัวเอง
แม้แต่ในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เอง ที่เริ่มออกตัวว่าควรจะมีสัดส่วนให้ สนช.ไปนั่งสภาขับเคลื่อนฯ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานปฏิรูป ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย
ทว่า การคัดเลือก สนช.ที่จะเข้ามานั่งเป็นสภาขับเคลื่อนฯ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งหากโควตาที่มีให้ สนช.มีจำนวนไม่มากนัก
อีกกลุ่มที่สำคัญคือคนของกองทัพ และ คสช.ที่มักจะส่งทหารทั้งที่รับราชการและเกษียณไปแล้วเข้ามาทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามแนวทางที่ คสช.ต้องการ
ทว่า หากสัดส่วนของกองทัพมีมากไปนั่นย่อมทำลายความน่าเชื่อถือของสภาขับเคลื่อนฯ และทำให้งานทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเสียหายตามไป
ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ละเอียดอ่อนและสุ่มเสี่ยงต่อทั้งการปฏิรูปและเสถียรภาพของ คสช.







