
อพยพข้ามโลก ซื้อความหวังได้ความตาย
ทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในการเรียกรับผลประโยชน์
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
ปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ยังคงเป็นปัญหาระดับโลก ขณะที่ในประเทศไทย เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมาช้านานเกี่ยวข้องกับการทุจริต ทำผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ จนปัจจุบันรัฐบาล คสช.พยายามกวาดล้างเพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากเทียร์ 3 ของสหรัฐ
การค้ามนุษย์มีหลายประเภท เช่น เพื่อรับใช้แรงงานประเภทต่างๆ ค้ามนุษย์จากการย้ายถิ่นฐานของชนกลุ่มน้อยไปยังประเทศโลกที่สาม
การค้ามนุษย์ด้านแรงงานมีการจำแนกว่า กลุ่มเด็กมักถูกล่อลวงเป็นขอทาน ขายพวงมาลัย รวมทั้งถูกนำไปใช้เป็นวัตถุทางเพศ กลุ่มสตรี ส่วนใหญ่จะถูกล่อลวงไปขายบริการ-ค้าประเวณี และถูกส่งไปเป็นแรงงานตามบ้าน กลุ่มชายฉกรรจ์ที่จะถูกหลอกเป็นแรงงานทาสภาคประมง
รายงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่องสถานการณ์ค้ามนุษย์ รายงานประจำปี 2557 ตอกย้ำว่า ไทยยังคงมีสถานะเป็นประเทศต้นทาง ปลายทางและทางผ่านของการค้ามนุษย์ ซึ่งมีผู้เสียหายคดีค้ามนุษย์ที่เป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 595 คน
ทั้งนี้ ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาเดินทางเข้ามาทาง จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี ในขณะที่ชาวลาวเดินทางเข้ามาจาก จ.อุบลราชธานี หนองคาย มุกดาหาร เลย ส่วนชาวกัมพูชาเข้ามาทาง จ.สุรินทร์ สระแก้ว และตราด ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า คนลาว ส่วนใหญ่จะถูกแสวงหาประโยชน์จากการให้บริการทางเพศ คนกัมพูชา ถูกใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมและโรงงาน คนเมียนมา ภาคประมง
หากลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าการค้ามนุษย์ส่วนหนึ่งตั้งต้นมาจาก พฤติกรรมการเคลื่อนย้ายประชากร โดยเฉพาะในประเทศที่มีความขัดแย้งสูง เหยื่อต้องการย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาอนาคตใหม่
รูปแบบการค้ามนุษย์ โดยวิธี “เคลื่อนย้ายคน” ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมีทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน และจากประเทศที่ห่างไกลประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่ามี “ขบวนการ” หลอกมา ก่อนจะถูกขนย้ายไปขายให้กับแรงงานทั่วไป เช่น แรงงานประมง แรงงานตามบ้าน
ในอดีต ชาวโรฮีนจา จะตกเป็นเหยื่อมากที่สุด แต่ภายหลังที่สถานการณ์ประเทศต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ขบวนการค้ามนุษย์ จึงขยายพื้นที่หากิน จนนำมาซึ่งเหยื่อชาวอุยกูร์ และเริ่มมี “ชาวซีเรีย” ซึ่งมีการระบุว่า ค่าไถ่แพงที่สุดหลายแสนถึงหลักล้านบาท
ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์สัญชาติใดก็ตาม ทั้งรูปแบบการดำเนินการและ “ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง” ล้วนแต่เป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือปฏิบัติการบุกกวาดล้างค่ายกักกันชาวโรฮีนจาในจังหวัดภาคใต้ แต่กลับพบชาวอุยกูร์อยู่ในค่ายเดียวกันด้วย
หากจำแนกเหยื่อออกตาม “ชาติพันธุ์” จะยิ่งเห็นพฤติกรรมของขบวนการค้ามนุษย์
เริ่มต้นจาก “ชาวโรฮีนจา” ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าถูกขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติหลอกเข้ามามาก โดยขบวนการเหล่านี้จะทำงานเป็นเครือข่ายมี นายหน้า อยู่ในประเทศต้นทางคือ เมียนมาและบังกลาเทศ
นายหน้าเหล่านี้จะเข้าไปสร้างความสัมพันธ์-ความสนิทชิดเชื้อกับชาวโรฮีนจาถึงในหมู่บ้าน เสนอข้อตกลงที่จะพาชาวโรฮีนจาหลบหนีออกจากความโหดเหี้ยมของประเทศต้นทาง เพื่อไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขยังประเทศที่ 3
ถือว่านายหน้าเป็นด่านแรกของขบวนการค้ามนุษย์ คอยทำหน้าที่ล่อลวง-เชื้อเชิญ รวบรวมคนและคอยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำคนออกจากประเทศต้นทาง
นายหน้าจะพาคนออกมาทางน้ำด้วยการใช้เรือขนาดเล็กหลายๆ ลำ จากนั้นจะส่งต่อให้กับ “เรือสัญชาติไทย” ซึ่งมาลอยลำรอรับเหยื่อเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย
ในอดีตเรือสัญชาติไทยเหล่านี้มีขนาดเล็กบรรทุกคนได้ไม่เกิน 100 คน/ลำ แต่ในปัจจุบันขบวนการค้ามนุษย์เฟื่องฟูขึ้น เรือ 1 ลำติดเครื่องมือทันสมัย ทั้งจีพีเอสนำทาง มีเรือแม่-เรือลูก แล่นประกอบดูต้นทางให้สามารถบรรทุกคนได้ถึง 400-500 ชีวิต
เมื่อเข้ามาถึงอาณาเขตประเทศไทย เรือเหล่านั้นก็จะแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ชาวโรฮีนจาถูกจับกุม ในขั้นตอนนี้ก็จะเริ่มมีการเรียกค่าไถ่ชาวโรฮีนจาคือ หากต้องการจะออกจากคุกหรือสถานที่กักขังต้องยอมจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ โดยขั้นตอนนี้ “นายหน้า” จะทำหน้าที่เหมาจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นลำๆ เช่น ลำละ 2 ล้านบาท
จากนั้นนายหน้าจะไปรีดไถเรียกเก็บจากชาวโรฮีนจาเป็นรายคน เช่น คนละ 5-6 หมื่นบาท ถ้าเหยื่อพกเงินมาและยินยอมจ่ายก็มีโอกาสเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 แต่หากเหยื่อไม่มีเงินก็ต้องโทรหาครอบครัวเพื่อให้จ่ายค่าไถ่ แต่ถ้าเหยื่อบ่ายเบี่ยงไม่ยินยอมให้ความร่วมมือก็มีโอกาสสูงที่จะหายสาบสูญ หรือถูกขายต่อไปเป็นแรงงานทาส
เมื่อออกจากสถานที่คุมขังแล้ว นายหน้าจะพาชาวโรฮีนจาเดินทางต่อทางบก โดยในอดีตเรือบรรทุกชาวโรฮีนจาจะเข้ามาทาง จ.ระนอง ก่อนจะวิ่งลงไปทางภาคใต้ ปลายทางคือประเทศมาเลเซีย แต่ปัจจุบันเรือจะมาขึ้นฝั่งที่ จ.ตรัง มากกว่า เนื่องจากเดินทางใกล้และจ่ายค่าคุ้มครองตามด่านต่างๆ น้อยกว่า
จากข้อมูลของ สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ พบว่าที่ จ.ระนอง มีข้าราชการทหารเกี่ยวข้อง ขณะที่ จ.ตรัง มีนักการเมืองท้องถิ่นอยู่เบื้องหลัง
ขณะที่ข้อมูลจากตำรวจ ระบุว่า แก๊งค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาเชื่อมโยงในขบวนการของ 3 ประเทศ คือ ชาวยะไข่ประเทศเมียนมา ชาวมาเลย์ และชาวไทย การพาชาวโรฮีนจาออกนอกประเทศเมียนมานั้น ชาวโรฮีนจาจะต้องจ่ายค่าเดินทางคิดเป็นตามระยะทางคือ เข้าพื้นที่ จ.ระนอง ประเทศไทยต้องจ่าย 5 หมื่นบาท เดินทางต่อมายัง จ.สตูล จ่ายเพิ่มอีก 1 แสนบาท และหากเข้าถึงประเทศมาเลเซียได้ต้องจ่ายให้อีก 1.5 แสนบาท
กลับมาที่ “ชาวอุยกูร์” ภาพรวมไม่ต่างจากชาวโรฮีนจาคือ ถูกหลอกมาโดยข้อเสนอที่ให้ความหวังเช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือชาวโรฮีนจาต้องการหนีออกจากประเทศต้นทางเพื่อมาหางานทำ ขณะที่ชาวอุยกูร์ต้องการอพยพย้ายถิ่นฐานถาวร จึงหลบหนีออกมาทั้งครอบครัว
ถิ่นฐานของชาวอุยกูร์อยู่ที่มณฑลซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน และจะเดินทางเข้าประเทศไทย 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.มาจากจีน เข้าประเทศไทยผ่านทาง จ.เชียงราย 2.มาจากประเทศเวียดนาม เข้าผ่านทาง จ.สระแก้ว
เมื่อชาวอุยกูร์อพยพกันมาทั้งครอบครัวและไม่คิดจะกลับประเทศต้นทางอีกแล้ว นั่นทำให้เขาเหล่านั้นขายบ้าน ขายรถ ขายทอง ฯลฯ แล้วนำทรัพย์สินทั้งหมดในชีวิตติดตัวมาด้วย ฉะนั้นชาวอุยกูร์จะถูก “นายหน้า” มองว่าเป็นกลุ่มที่ “มีกำลังจ่ายสูง” จึงเป็นที่นิยมของนายหน้าและค่าไถ่แต่ละหัวสูงถึงหลักแสนบาท
แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า เส้นทางการลักลอบนำชาวอุยกูร์ มักมีนายหน้าชาวบังกลาเทศเข้าไปติดต่อชาวอุยกูร์ที่ต้องการอพยพไปยังประเทศที่ 3 อย่างประเทศยังตุรกี
สำหรับการเดินทางขึ้นเครื่องบินโดยสารจากมณฑลซินเจียง ประเทศจีน มายังสิบสองปันนาจากนั้นจะเดินทางด้วยรถยนต์เข้ามายังประเทศไทยใน 3 เส้นทาง 1.เส้นทางจากสิบสองปันนา ผ่านยังประเทศเมียนมาก่อนเข้าประเทศไทยที่ อ.แม่สาย และเชียงแสน จ.เชียงราย เส้นทางที่ 2.เส้นทางจากสิบสองปันนา ใช้รถยนต์เป็นพาหนะขับเข้าไปยังในพื้นที่หลวงพระบาง หรือเวียงจันทน์ ประเทศลาว ก่อนเข้าประเทศไทยทาง จ.หนองคาย และมุกดาหาร
เส้นทางที่ 3 เดินทางจากสิบสองปันนา ขับรถยนต์ไปยังประเทศเวียดนาม ก่อนเข้าประเทศกัมพูชาและเข้าสู่ประเทศไทย ในเขต อ.คลองลึก จ.สระแก้ว หรือเข้ามาใน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี จากนั้นผู้ลักลอบเข้าประเทศไทยจะทิ้งหนังสือเดินทางประเทศจีน หรือพาสปอร์ต เพื่อให้ตำรวจไทยจับกุมเข้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติ โดยอ้างตัวว่าเป็นชาวเติร์กหวังได้รับการส่งตัวไปยังประเทศตุรกี โดยมีเจ้าหน้าที่ไทยบางรายให้การ
ช่องทางการลักลอบเข้ามาประเทศไทยมีหลายช่องทางนอกเหนือจาก 3 เส้นทาง ที่ชาวอุยกูร์เดินทางมาไทยยังมีช่องทางตามกฎหมาย หรือช่องทางที่ต้องแสดงเอกสารการเดินทางอย่างถูกต้อง ช่องทางตามรอยตะเข็บชายแดนหรือช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอกสารการเดินทางอย่างถูกต้อง
ทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในการเรียกรับผลประโยชน์ตั้งแต่ตำรวจในท้องที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนายทหารระดับสูงที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา โดยเฉพาะตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ต่างๆ ที่ ผบ.ตร.ออกมาแฉเองว่า รับส่วยมากมาย ทั้งที่ภาคอีสาน ภาคตะวันออกด่าน ตม.สุวรรณภูมิ ดอนเมือง







