
ฟันธงเศรษฐกิจไทย โตต่ำ2-3%ไป3ปี
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา ศศินทร์ ซีอีโอ รีวิว 2015 หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยสู่ไตรมาส 4 ปีแพะ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจที่ ชะลอตัวลงครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันที่ลดลงถึง 50% ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก แต่ถือว่าประเทศไทยยังโชคดีที่มีการท่องเที่ยวเข้ามาชดเชยการส่งออกที่สูญเสียไปในสัดส่วนที่เท่ากัน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา ศศินทร์ ซีอีโอ รีวิว 2015 หัวข้อ “เศรษฐกิจไทยสู่ไตรมาส 4 ปีแพะ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจที่ ชะลอตัวลงครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันที่ลดลงถึง 50% ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก แต่ถือว่าประเทศไทยยังโชคดีที่มีการท่องเที่ยวเข้ามาชดเชยการส่งออกที่สูญเสียไปในสัดส่วนที่เท่ากัน
ดังนั้น จึงยังประคองให้เศรษฐกิจโตได้ 2-3% แม้จะไม่มากนัก พร้อมทั้งคาดว่าเศรษฐกิจคงจะอยู่ในภาวะนี้ไปอีก 2-3 ปี ระหว่างนี้จะต้องปรับปรุงการผลิตในทุกด้านเพื่อให้แข่งขันได้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าและรถไฟทางคู่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดูแล คือ เกษตรกรที่ลำบากจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คือ กลุ่มชาวนา และชาวสวนยาง ที่ยังไม่มีระบบใดมาดูแลหรือชดเชยเพื่ออุดให้คนเหล่านี้ไม่ให้มีหนี้เพิ่มขึ้น ระหว่างที่รอเวลาให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ดีกว่าการจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีที่เดือดร้อนต้องการคำสั่งซื้อ มากกว่าที่จะต้องการเงิน ที่สำคัญ รัฐบาลมีฐานะการคลังที่ดี แต่ไม่มีเงินมากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ปีซ้อน ดังนั้นการอุดเพื่อไม่ให้มีหนี้เพิ่ม เพื่อรอเวลาที่จะฟื้นตัว แล้วค่อยเดินหน้าต่อจะดีกว่า
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ก็คงจะเหมือนกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีใครเข้ามาบริหารประเทศ และคงจะเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปี จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั่วโลกเกิดจากปัจจัยหลักเรื่องเดียวคือ ราคาน้ำมันที่ตกต่ำลง จากเดิมเฉลี่ยบาร์เรลละ 100 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันเหลือเพียง 50 เหรียญสหรัฐ นับเป็นครั้งแรกของโลกที่ลดลงขนาดนี้ และทำให้ราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรลดลงตามไปทั้งหมด ขณะที่สินค้าเกษตรไทยส่งออกมาก ดังนั้นจึงกระทบต่อการส่งออกไป 80% ของประเทศด้วย ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นปีแรกของโลกที่ทั้งการนำเข้าและส่งออกลดลงทั่วโลกด้วยเช่นกัน
“จากนี้ไปจะต้องทำให้ไทยเป็นประเทศแห่งการค้าขาย (เนชั่น แนล เทรดดิ้ง) ไม่ใช่แค่การผลิต และการส่งออกเท่านั้น และใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาในทุกวงการ เพื่อปูทางไปสู่การเป็นศูนย์กลางค้าขายด้วยระบบอีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะผลิตสินค้าที่ประเทศใด ก็สามารถนั่งค้าขาย ที่ประเทศไทยได้เหมือนสิงคโปร์ เหมือนญี่ปุ่น นั่นคือหัวใจของคำว่า เศรษฐกิจดิจิทัล ที่รัฐบาลกำลังพยายามส่งเสริม จึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตถึงปีละ 5% ได้ ขณะเดียวกันยังมีข้อด้อยอีกมากที่ทำให้ไทยยังก้าวเดินได้ช้า จากปัญหาต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีแผนแม่บท เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับ นับเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2559 นั้นจะเติบโตประมาณ 5-7% ถือว่าเป็นภาวะปกติ จากปีนี้ตลาดเติบโตมากถึง 13-15% เนื่องจากฐานปีก่อนหน้าชะลอตัวมากจากปัญหาความรุนแรงทางการเมืองในประเทศ จึงมาโตมากขึ้นในปีนี้ คาดมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศรวมปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 6.3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3.3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด มิเนียม 60% ที่เหลือแบ่งเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์อย่างละ 20% อีก 2.9 แสนล้านบาท กระจายอยู่ภูมิภาค
วิชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง กล่าวว่า การสื่อสารยุค 3จี ถึง 4จี กับวิถีดิจิทัล นั้นจะมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในรูปแบบดิจิทัล อีโคโนมี เนื่องจากปัจจุบันจะเห็นได้ว่าโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตนั้นได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค คนให้ความสำคัญกับการใช้มือถือมากขึ้น เป็นอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ (ไอโอที) ปัจจุบันคนไทยใช้มือถือกว่า 80 ล้านเลขหมาย
ด้าน ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทย เปิดเผยว่า คาดเงินที่รัฐบาลอัดฉีด 1.3 แสนล้านบาท จะลงสู่ระบบในเดือน ต.ค. ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะโต 4% และทั้งปี 2558 น่าจะโตได้ 3.1% แต่หากเม็ดเงินที่รัฐบาลจ่ายไปช้ากว่าที่คาดอาจทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 3% หรือโตเหลือ 2.8% เท่านั้น







