
ลุ้นยาแรงแก้หวยแพง ดัดหลังรายใหญ่-กระจายเงินฐานราก
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในที่สุด การแก้ปัญหาสลากแพงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือว่ามาตรการต่างๆ ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทยอยออกมาเริ่มแผลงฤทธิ์ เพราะสามารถควบคุมราคาที่ระดับ 80 บาท หรืออย่างมากจะเห็นขายเกินราคาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เกิน 90 บาทมาเป็นระยะเวลานาน 4-5 เดือนแล้ว
หากมองย้อนดูการแก้ปัญหาระยะที่ 1 หลังการประกาศใช้มาตรา 44 ของ คสช. ในช่วงเดือน พ.ค. 2558 จะพบการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ตั้งแต่สั่งให้เปลี่ยนคณะกรรมการ และแต่งตั้ง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์รองแม่ทัพภาคที่ 1 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นเป็นประธานสำนักงานสลากฯ คนใหม่ มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สลากฯ มาตรา 22 เกี่ยวกับเงินที่ได้จากการจำหน่ายสลากให้จัดสรรใหม่เป็นเงินรางวัล 60% รายได้แผ่นดินไม่น้อยกว่า 20% ค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากไม่เกินกว่า 17% โดยเพิ่มส่วนลดให้ผู้ค้ารายย่อยและนิติบุคคลมากขึ้น และกันเงิน 3% ตั้งเป็นกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม รวมทั้งเพิ่มโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ที่ขายสลากเกินราคา และเอากฎหมายฟอกเงินมาจัดการผู้ค้ารายใหญ่ โดยขอกำลังจากทหารและตำรวจตรวจพื้นที่ทั่วประเทศ
หลังจากนั้น ได้สั่งกระจายสลากที่ทยอยหมดโควตาให้ผู้ค้ารายย่อยไม่เกินรายละ 5 เล่ม พร้อมยกเลิกแจ็กพอต 52 ล้านบาท ซึ่งมี 2 รางวัล คือรางวัลละ 30 ล้านบาท และรางวัลละ 22 ล้านบาท เอามาเกลี่ยเพิ่มให้สลากกินแบ่งรัฐบาลจากคู่ละ 4 ล้านบาท เป็นคู่ละ 6 ล้านบาท เริ่มงวดวันที่ 1 ส.ค. เพื่อแก้ปัญหารวมชุดขายสลากเกินราคา
นอกจากนี้ ที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย คือ การสั่งให้ออกสลาก 3 ตัวหน้า ควบคู่ไปกับ 3 ตัวท้าย อย่างละ 2 รางวัล เริ่มงวดวันที่ 1 ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาแม่ค้ารายย่อยที่อ้างว่าสลากเลขไม่สวยขายไม่ออก จึงต้องไปขึ้นราคาสลากเลขสวยแทน
ล่าสุด คณะกรรมการสำนักงานสลากฯ ยังได้ออกมาตรการระยะที่ 2 ตามมาแบบเหนือความคาดหมาย เพราะเป็นการขายสลากแบบตรงถึงมือผู้ค้ารายย่อยตัวจริง โดยร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ในการลงทะเบียน สั่งจอง และชำระเงินผ่านระบบของธนาคารกรุงไทย และใช้ที่ทำการของไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ เป็นที่กระจายสลากไปสู่ผู้ที่สั่งซื้อ-สั่งจองล่วงหน้า
ผู้ซื้อสามารถซื้อได้ขั้นต่ำ 5 เล่ม แต่ไม่เกิน 50 เล่ม เปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 15 ก.ย.นี้เป็นต้นไป สามารถลงได้จนกว่าจะปิดโครงการ และเตรียมจำหน่ายสลากให้รายย่อยได้ในงวดแรกวันที่ 16 ต.ค. 2558 นี้ หลังจากนั้นทุกวันที่ 3-7 และ 18-22 ของทุกเดือน จะเป็นวันที่เปิดให้จองซื้อสลากล่วงหน้าสำหรับสลากที่จะออกในงวดกลางเดือน และต้นเดือนของทุกเดือน ส่วนเงินรางวัลจะยังคงได้เท่าเดิม เพราะหลังเที่ยงวันของวันที่เปิดให้จองสลากวันสุดท้ายจะมีการตัดยอดเอาเพียง 1 ล้านใบสุดท้าย หรือ 1 หมื่นเล่ม ส่วนเศษที่เกินมา จะตัดยอดและโอนเงินคืนผู้ค้าที่สั่งซื้อคนท้ายสุด เพื่อให้เงินรางวัลมีเท่าเดิม มาตรการที่ออกมานี้ถือเป็นการทดสอบตลาดระหว่างที่รอโควตาสลากทั้งหมดจนครบอายุในงวดสิ้นปี 2558
เบื้องต้นเชื่อว่ามาตรการนี้จะสามารถตัดวงจรยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เจ้าพ่อ เจ้าแม่ รวมถึงระบบโควตาของจังหวัด สมาคม มูลนิธิต่างๆ ที่ไม่มีลูกข่ายคือคนขายสลากตัวจริง ก็จะเห็นการทิ้งสลากของคนกลุ่มนี้ในงวดหลังจากนี้ เพราะสำนักงานสลากฯ ได้เปิดโอกาสให้รายย่อยลงทะเบียนซื้อสลากได้เองแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ต้องวิ่งไปซื้อสลากจากยี่ปั๊วซาปั๊ว หรือองค์กร มูลนิธิให้ถูกกินหัวคิวอีก
จะยกเว้นก็แต่พวกแม่ค้าปั่นจักรยาน พ่อค้าเดินเร่ขายที่มาจากต่างจังหวัดโดยเฉพาะแถบอีสาน ซึ่งกลุ่มนี้จะไม่มีเงินก้อนมาซื้อสลาก และยังอาจต้องพึ่งพานายทุนรถกระบะที่เป็นนายทุนท้องถิ่น มีเงินหลักแสนแต่ไม่ถึงหลักล้าน จะใช้วิธีเอาบัตรประชาชนของลูกข่ายให้นายทุนไปซื้อสลากมาก่อนแล้วเอาสลากไปเดินเร่ขาย แล้วขอกินส่วนต่างจากราคาขาย เช่น ราคาทุนอยู่ที่ 70.40 บาท ซึ่งนายทุนอาจหักหัวคิว 5 บาท ให้คนเดินเร่ขายได้กำไร 4 -5 บาท/คู่
ส่วนพวกยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่มีแผงค้ารายใหญ่ เชื่อว่ารายได้จะหายไปแน่นอน แต่กลุ่มนี้อาจจะใช้วิธีการหาเครือข่ายเอาบัตรประชาชนไปจองซื้อสลากจำนวนมากๆ เช่น สลาก 1 ล้านใบ หรือเท่ากับ 1 หมื่นเล่ม หากต้องการได้ยกเล่มเพื่อเอาสลากมารวมชุดขายเลขสวย ต้องใช้คน 200 คน เพื่อจองซื้อสลากในอัตราที่สูงที่สุดคนละ 50 เล่ม
จึงเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่า บททดสอบสลากงวดวันที่ 16 ต.ค. 2558 ที่เป็นงวดแรกในการจำหน่ายสลากให้รายย่อยนั้น ภาพรวมของตลาดสลากจะเป็นอย่างไร
การทดสอบตลาดครั้งนี้อาจยังเป็นเรื่องยากเกินการคาดเดา เพราะเป็นไปได้ที่ทั้งแม่ค้า สมาคม มูลนิธิ ที่เคยได้โควตาจำนวนมากแต่ไม่มีลูกข่ายจริงๆ อาจยอมคายโควตาสลากบางส่วนทิ้งเพราะไม่ต้องการขาดทุน เนื่องจากแม่ค้ารายย่อยคนไหนก็สามารถวิ่งไปซื้อสลากโดยตรงจากสำนักงานสลากฯ ได้แล้ว ไม่ต้องวิ่งไปซื้อจากสมาคม มูลนิธิ ให้ถูกกินหัวคิวเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป
ทว่าที่ต้องจับตา คือ ความต้องการซื้อของประชาชนรายย่อย พ่อค้าและแม่ค้ารายย่อยที่ไม่มีโควตานั้น จะเข้ามาจองซื้อมากน้อยแค่ไหน จึงยังไม่มีใครกล้าการันตีว่ายอดขายสลากจะจบที่ 74 ล้านฉบับ หรือจะวิ่งไปถึง 90-100 ล้านฉบับในงวดแรกๆ
อย่างไรก็ดี สำนักงานสลากฯ คาดว่า การทดสอบตลาดน่าจะรู้ผลภายใน 2-3 เดือน หรือภายใน 5-6 งวด ซึ่งจะพอดีกับช่วงสิ้นปีนี้ที่จะได้รู้เสียทีว่า ใครคือผู้ค้าสลากตัวจริงที่มีการซื้อสลากอย่างต่อเนื่อง และสามารถนำข้อมูลจากการสั่งซื้อมาตรวจยันได้
หากมาตรการนี้ประสบความสำเร็จ จะถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถช่วยกระจายรายได้ให้ถึงคนฐานรากได้ทั่วประเทศ หากเทียบจากสลากที่ 1 ล้านฉบับ กับยอดจองซื้อขั้นต่ำที่คนละ 5-10 เล่ม จะมีคนที่ได้ประโยชน์ราว 2,000 คน แต่หากขายสลากให้รายย่อยได้ทั้งหมด 74 ล้านฉบับ หรือมากกว่านั้น จะมีคนเป็นหมื่นเป็นแสนที่ได้ประโยชน์ หรือหากคิดเป็นเม็ดเงินที่มาจากส่วนลด 12% หรือคิดเป็นเงิน 9.60 บาท/ฉบับคู่ จะเท่ากับว่าสลากทุก 1 ล้านฉบับ จะสร้างรายได้ให้ผู้ค้ารายย่อย 4.8 ล้านบาท แต่ถ้าขายสลากได้ 74 ล้านฉบับ จะสร้างรายได้ให้รายย่อยทั่วประเทศ เป็นเงินไม่น้อยกว่า 355.2 ล้านบาท/งวด หรือคิดเป็นเงินกว่า 710 ล้านบาท/เดือน เลยทีเดียว
หากคณะกรรมการสลากฯ ภายใต้การกำกับของ คสช. ออกมาตรการรอบนี้เหมือน “แทงหวยถูก” ก็เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือ สามารถดัดหลังพ่อค้าแม่ค้ารายใหญ่ สมาคม มูลนิธิ ที่เป็นเสือนอนกินกำไรจากการขายสลากแพงให้ประชาชนได้แล้ว ก็ยังสามารถกระจายรายได้จากอาชีพขายไปสู่พ่อค้าแม่ค้าตัวจริงได้ทั่วประเทศอีกด้วย
ที่เหลือจึงต้องรอลุ้นติดตามใกล้ชิดว่า แผนโรดแมประยะที่ 2 จะจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบได้แค่ไหน แต่ถ้ายังแก้ปัญหาสลากแพงไม่สงบ งานนี้ให้เตรียมชมปฏิบัติการมิชชั่นอิมพอสซิเบิ้ล มาตรการยาแรงขั้นสูงสุดกันต่อไปในต้นปีหน้าแน่นอน







