
‘นพดล’พ้นคดีพระวิหาร ศาลยกฟ้อง 6 ต่อ 3
ยืดเยื้อมา 7 ปี เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ยืดเยื้อมา 7 ปี เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็พิพากษาด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้ยกฟ้อง “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในกรณีที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
คำพิพากษาระบุว่า เมื่อจำเลยเข้ารับตำแหน่ง ได้จัดให้เจรจาเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากกรณีที่ปราสาทพระวิหารจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยไม่เสียดินแดน ซึ่งได้นำข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชามาหารือและขอความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สมช.และ ครม.ก่อน จึงแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า ได้คำนึงถึงผลประโยชน์และระมัดระวังรักษาสิทธิในดินแดนของประเทศไทยเป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งเป็นไปตามแนวที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
สำหรับการเสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อให้มีการลงนามเป็นการกระทำโดยเร่งรีบหรือไม่นั้น ได้ความว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเจรจาร่วม 3 ฝ่าย ไทย กัมพูชา และผู้ที่เกี่ยวข้องจากฝ่ายยูเนสโก การขอขึ้นมรดกโลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายยูเนสโกเป็นผู้เสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ แต่การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องไม่กระทบปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา และก่อนที่จะยอมรับร่างดังกล่าวก็ได้ปรึกษาหารือกับคณะทำงานที่เป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
สำหรับการเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติ และจำเลยกับ “สกอาน” รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ลงนามร่วมกัน ก่อนที่จะถึงกำหนดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่เวลาห่างกันเพียง 2 สัปดาห์นั้น แม้การเสนอ ครม.เป็นวาระจร แต่ด้วยระยะเวลาจำกัดกระชั้นชิดก็ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนการประชุมดังกล่าว มิฉะนั้นจะมีพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ทับซ้อนซึ่งประเทศไทยอ้างสิทธิ และจำเลยได้ดำเนินการไปตามลำดับขั้นตอน
อีกทั้งเมื่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีที่มีผู้ฟ้องเกี่ยวกับการสนับสนุนขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ศาลปกครองห้าม รมว.ต่างประเทศ นำแถลง การณ์ร่วมไปใช้ดำเนินการใดๆ แล้ว จำเลยก็ได้มีคำสั่งให้หยุดการดำเนินการดังกล่าวไว้ทันที และขอให้คณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเลื่อนการประชุมออกไปก่อน แต่ภายหลังยูเนสโกพิจารณาว่าสามารถขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้โดยไม่กระทบปัญหาเขตแดน การกระทำของจำเลยจึงสมเหตุสมผล ทั้งไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย การสงวนสิทธิทวงคืนปราสาทและการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบร่วมกันมีอยู่อย่างไรก็ยังมีอยู่อย่างนั้นจากพยานหลักฐานจึงไม่พอฟังว่าการกระทำของจำเลยรีบเร่งหรือผิดปกติ
ส่วนที่ไม่ได้มีการนำร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เสนอที่ประชุมสภา ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรค 2 นั้น ได้ความจากอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พยานระบุว่า ร่างแถลงการณ์ไม่ใช่หนังสือสัญญา จึงไม่ได้เสนอผ่านรัฐสภา จึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยสมเหตุสมผล
อีกทั้ง ป.ป.ช. โจทก์ ไม่มีพยานหลักฐานที่จะทำให้เห็นได้ว่า การกระทำของ “นพดล” นั้น ร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะได้รับประโยชน์แลกเปลี่ยนการขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่พิพาทตามที่โจทก์อ้าง คงมีเพียงพยาน คือ “สมชาย แสวงการ” และ “รสนา โตสิตระกูล” (อดีต สว.ขณะนั้น) ที่ให้การซึ่งได้ข้อมูลจากสื่อ แต่ยังไม่มีหลักฐานอื่นที่จะอนุมานได้ว่า “นพดล” และ “พ.ต.ท. ทักษิณ” จะได้รับประโยชน์
ดังนั้น องค์คณะฯ จึงมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่าพยานหลักฐานของ ป.ป.ช. โจทก์ ยังฟังไม่ได้ว่า “นพดล” ทุจริตหรือมีเจตนาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้ผู้หนึ่ง ผู้ใดได้รับความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง
สำหรับมติเสียงข้างมาก 6 เสียง ประกอบด้วย “ประเสริฐโอนพรัตน์วิบูล” รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน “ชินวิทย์ จินดาแต้มแก้ว” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา “กรองเกียรติ คมสัน” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา “ศรีอัมพร ศาลิคุปต์” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา “ธนฤกษ์ นิติเศรณี” ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา และ “นิยุต สุภัทรพาหิรผล” ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา ขณะที่เสียงข้างน้อย 3 เสียง ประกอบด้วย “ชีพ จุลมนต์” รองประธานศาลฎีกา “ชาติชาย อัครวิบูลย์” ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา และ “กำพล ภู่สุดแสวง” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ทันทีที่ยกฟ้อง “นพดล” กล่าวว่า 7 ปีที่ถูกกล่าวหา ชีวิตเหมือนตกอยู่ในนรก แต่มาถึงวันนี้ได้เห็นแล้วว่าศาลมีความยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญต้องขอบคุณเหล่าข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่มาเป็นพยานในคดี และจะอโหสิกรรมให้กับคนที่กล่าวหาโดยไม่ฟ้องกลับใคร
ด้าน “ปานเทพ พงษ์พัวพันธุ์” แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เคารพคำตัดสินของศาล ซึ่งหลังจากนี้ ก็จะได้หารือกับฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไปว่า นอกจากแง่มุมของ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว จะดำเนินการต่อไปอย่างไรหรือไม่







