posttoday
ปัญหาผู้ลี้ภัยเด็กที่หลายฝ่ายหลับตาทำเป็นไม่เห็น

ปัญหาผู้ลี้ภัยเด็กที่หลายฝ่ายหลับตาทำเป็นไม่เห็น

02 กันยายน 2558

โดย...เศรษฐา ทวีสิน

โดย...เศรษฐา ทวีสิน

เชื่อว่าภายในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านคงคุ้นตากับข่าวเกี่ยวกับเรื่องวิกฤตผู้ลี้ภัยของฝั่งประเทศยุโรปกันมาบ้าง ภาพของผู้ลี้ภัยที่พยายามข้ามช่องแคบระหว่างสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสผ่านทางอุโมงค์ Channel Tunnel กลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับภูมิภาคยุโรปทั้งรัฐบาลแต่ละประเทศและคณะกรรมการสหภาพยุโรปด้วยว่าจะรับมือกัน

อย่างไรดี ด้วยพลังของภาพข่าว ผมเชื่อครับว่าคนธรรมดาส่วนใหญ่อย่างเราๆ ที่ไม่เคยทราบเรื่องความรุนแรงของปัญหาผู้ลี้ภัยมาก่อนก็เริ่มมีการรับรู้และตื่นตัวขึ้นมาบ้าง แต่ผมอยากบอกครับว่าภาพของผู้ลี้ภัยที่หลบหนีเข้าสหราชอาณาจักรที่เราเห็นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี่ถือว่าเป็นเพียงส่วนเสี้ยวน้อยนิดของปัญหาของจริงที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

จะว่าไปงานนี้ก็เป็น a blessing in disguise เพราะจากข่าวทำให้โลกก็ได้รู้กันมากขึ้นว่าตอนนี้เรากำลังประสบกับวิกฤตผู้ลี้ภัยครั้งยิ่งใหญ่มากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ซึ่งมิได้ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกต้องบอกว่านี่คือ “วิกฤตผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา” โดยในครั้งนี้มีประชากรถึงกว่า 60 ล้านคนที่พลัดถิ่นจากประเทศบ้านเกิดของตนเองจากสาเหตุของสงครามกลางเมืองและการต่อสู้ภายในที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทีนี้เมื่อวิกฤตดังกล่าวได้เริ่มลุกลามเข้าไปในประเทศอย่างอังกฤษแล้ว เกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เราเห็นก็คือบรรดานักการเมืองในประเทศดังกล่าวต้องออกมาแสดงความเห็น บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็ไม่เห็นด้วยที่จะช่วยเหลือรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไว้ในประเทศตน

ล่าสุดตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศที่สังกัดพรรคอนุรักษนิยมอันเดียวกับ David Cameron ที่ออกมากล่าวชี้นำว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีเหตุผลทางเศรษฐกิจภายในประเทศและหลบหนีความยากจน ซึ่งในสายตาประชาคมโลกถือว่าไม่เข้าข่ายดีพอที่จะรับเข้าเป็นผู้ลี้ภัยในประเทศตน และบรรดาผู้ลี้ภัยจำนวนมากโดยเฉพาะจากทวีปแอฟริกาเหล่านี้อาจจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศและสหภาพยุโรปโดยรวมได้

ผมคิดว่านี่คือความน่าสมเพชของ “การเมือง” ที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของการรับมือในวิกฤตดังกล่าวที่ไม่น่าจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ แต่กลับกลายเป็นการพยายามสร้างกระแสต่อต้านการรับผู้ลี้ภัยด้วยการอ้างอิงเหตุผลเชิงประชานิยม ทั้งที่ความจริงแล้วในส่วนของประเทศอังกฤษเองนั้นถือว่าได้รับผลกระทบน้อยมากถ้านับในเชิงปริมาณ

ปัญหาผู้ลี้ภัยที่มาที่ช่องแคบถูกนำเสนอให้เป็นเรื่องใหญ่ น่าตกใจ แต่เอาเข้าจริงแล้วถือเป็นไม่ถึง 1% ของจำนวนผู้ลี้ภัยทั้งหมดที่เดินทางเข้ามาในทวีปยุโรปในปีนี้แค่ 2,000-3,000 คน เทียบกับ 3 แสนคนที่เข้ามายังกรีซและอิตาลีในช่วงปีที่ผ่านมา

อีกทั้งจากสถิติบ่งบอกว่า 62% ของผู้ลี้ภัยที่เดินทางเข้ามาในทวีปยุโรปมาจากประเทศ Syria, Eritrea, Afghanistan ซึ่งเป็นประเทศที่แตกแยกด้วยสงครามกลางเมือง การกดขี่ของผู้นำเผด็จการ และความเกลียดชังทางศาสนาทั้งสิ้น ไม่ใช่เหตุผลด้านความยากจนแต่อย่างใด

แล้วเหตุผลที่อ้างว่าปัญหาผู้ลี้ภัยจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ เรากำลังพูดถึงประชากรในปริมาณหลัก 2-3 แสนคน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 470 ล้านคนในทวีปยุโรปทั้งหมด ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเรามองไปเทียบกับจำนวนผู้ลี้ภัยที่ประเทศ Lebanon ที่ผมเคยไปกับทาง unicef เมื่อสองปีก่อน นั่นคือตอนนี้มีผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนประมาณเกือบ 1.2 ล้านคนกับจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ 4.5 ล้านคน (รวมผู้ลี้ภัยด้วย) นั่นหมายถึง 1 ใน 4 ของประชากร Lebanon คือผู้ลี้ภัย นี่คือการเปรียบเทียบให้เห็นครับว่ามันต่างกันขนาดไหน

เกิดอะไรขึ้นกับบรรดาประเทศพัฒนาแล้วและผู้นำทั้งหลาย ทำไมถึงเหมือนเขาเหล่านั้นยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอในการหาทางช่วยเหลือ Angela Merkel นายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งของเยอรมนี เคยให้คำตอบกับเด็กหญิงชาว Palestine ในรายการโทรทัศน์เมื่อเดือน ก.ค.ไว้ถึงสาเหตุที่เธอและครอบครัวจะต้องถูกส่งตัวกลับประเทศ และไม่สามารถให้อยู่ในเยอรมนีเพื่อเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นก็เพราะ “Politics is sometimes hard… and if we were to say you can all come we just can’t manage it.”

ครับ “การเมือง” เป็นเรื่องยากที่จะจัดการ แต่ผมเชื่อว่าบรรดาประเทศรวมทั้งผู้นำทั้งหลายยังไม่ลงแรงมากพอ ดูเหมือนเราจะอยู่ในประชาคมที่พร้อมใจกันดำเนินชีวิตไปตามแนวทางที่พร้อมใจกันละเลยและใจแคบกับวิกฤตนี้ ในขณะที่องค์กรระดับโลกบางแห่งที่ทุ่มเทในการจัดการเรื่องนี้กลับมีงบทรัพยากรที่เหือดแห้งไปทุกที เนื่องจากชาติต่างๆ ละเลยที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจังหรือปรับลดงบประมาณที่สนับสนุน

ณ ตอนนี้ โลกเราไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม ณ ตอนนี้ เศรษฐกิจโลกดีกว่าสมัยสงครามโลกจบใหม่ๆ มาก ณ ตอนนี้ เรามีองค์กรและสมาพันธ์ต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกหลายแห่งที่เป็นเวทีในการสร้างความร่วมมือในหลายๆ เรื่อง ณ ตอนนี้ เราได้เห็นองค์กรเอกชนหลายแห่งที่ถูกตีมูลค่าทางธุรกิจเป็นหลักหมื่นล้านเหรียญ แต่ทำไมงบประมาณของ World Food Programme ทั้งหมดในปีที่แล้วมีอยู่แค่ 5.4 ล้านเหรียญ

ทำไม UN ถึงยังประสบปัญหาเรื่องงบประมาณในการบริหารโครงการสุขอนามัยในอิรัก ซึ่งจะกระทบประชากรกว่าล้านคน และนั่นหมายถึงเด็กหลายแสนคนจะไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโรคโปลิโอและหัดจากงบที่ลดลง และทำไมสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติยังประเมินว่าจากจำนวนผู้ลี้ภัยชาวซีเรียกว่า 4 ล้านชีวิต มีเด็กและเยาวชนกว่า 750,000 คน ที่กระจายอยู่ตามค่ายลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านกำลังประสบปัญหาเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานเด็กผิดกฎหมายและเด็กสาวที่ถูกบังคับแต่งงานตั้งแต่ยังเด็กและไม่พร้อม

ผมเองแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาโดยตรง แต่ก็พยายามติดตามปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนมาอย่างสม่ำเสมอหลังจากที่ได้ร่วมงานกับทาง unicef และได้เคยเดินทางไปเห็นค่ายผู้ลี้ภัยของจริงที่เลบานอน สิ่งที่ผมได้เห็นจากสีหน้า กิริยาท่าทางและทัศนคติของเด็กๆ ในค่ายเหล่านั้นเวลาที่พวกเขาเข้าชั้นอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนๆ ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า “เด็กและเยาวชนทุกคนมีความหวังในตัวเอง มีความเข้มแข็งและพลังสร้างสรรค์ ถ้าเราหยิบยื่นโอกาสให้เขา” แต่น่าเสียดายที่ “ผู้ใหญ่” หลายๆ คนในระดับผู้นำมิได้คิดและเป็นเช่นนั้น ดังนั้นเราทุกคนมีภาระบางอย่างที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยองค์กรเหล่านี้

สิ่งที่ผมทำได้เล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่การนำเอาแนวคิด Child Friendly Space ที่เราเห็นจากค่ายเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับเด็กๆ ในไซต์ก่อสร้างเราเพื่อให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้และเล่นในพื้นที่ปลอดภัย หรือจนกระทั่งการบริจาคเงินให้กับ unicef เพื่อช่วย emergency fund ของเขาที่ผมคิดว่าถ้าเราทำได้บ้างก็เป็นเรื่องเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะที่ผมได้พบปะพูดคุยกับบุคลากรระดับสูงใน unicef และลงพื้นที่จริง

ความช่วยเหลือที่ดีที่สุดที่เราทุกคนทั้งในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของสังคมโลก หรือองค์กรธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ พึงกระทำได้ก็คือการบริจาคเงิน จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ที่เราให้ได้ แต่ที่สำคัญกว่าต้องเป็นการบริจาคที่ปราศจากข้อแม้ผูกมัดใดๆ ในการนำเงินไปใช้ประโยชน์ โดยปล่อยให้เป็นตามความเหมาะสมและการตัดสินใจขององค์กรเหล่านั้นที่ผมเชื่อว่ามีความโปร่งใสมากที่สุดแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69