
ศึกน้ำมันโลกยืดเยื้อ โอเปก ‘หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ’!
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
สงครามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดว่าใครจะทนต่อ “ราคาที่ตกต่ำ” ได้มากกว่ากัน เพื่อชิงความเป็นเจ้าตลาดน้ำมันของโลกนั้นกำลังดำเนินไปอย่าง
คุกรุ่น ส่งผลให้ราคาน้ำมันเกิดความผันผวนไม่หยุดในช่วงปีที่ผ่านมา และเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคต้องจับตาไม่กะพริบ เพราะสภาวการณ์เช่นนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อกระเป๋าสตางค์ของคนทั้งโลกโดยตรงทั้งสิ้น
นโยบายคงกำลังการผลิตเพื่อทำให้ปริมาณน้ำมันท่วมตลาดของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายผู้ผลิตน้ำมันหน้าใหม่ไฟแรงอย่างอุตสาหกรรมน้ำมันเชลออยล์ หรือน้ำมันแหล่งใหม่จากแหล่งหินดินดานในสหรัฐนั้น กำลังกดราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันนั้นราคาน้ำมันได้ลดต่ำลงไปกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว ขณะที่ในรอบปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับลดลงไปแล้วกว่า 49.08% ทีเดียว
นับตั้งแต่โอเปกตัดสินใจคงการผลิตเมื่อ 9 เดือนก่อน แม้ว่าจะสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐได้อย่างเต็มที่และเห็นผลชัดเจน และดูเหมือนว่ากลุ่มโอเปกกำลังได้รับชัยชนะจากศึกน้ำมันในครั้งนี้ไปแล้ว เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำลงตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันเชลออยล์ในสหรัฐนั้น “ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” แต่กระนั้นบรรดาประเทศสมาชิกยักษ์ใหญ่ในกลุ่มโอเปกเองก็ต้องเจอกับสภาวะความยากลำบากทางเศรษฐกิจเช่นกัน ไม่ต่างจากการหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อทีเดียว
ซาอุดิอาระเบีย มหา อำนาจอันดับ 1 ของกลุ่มโอเปก กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ากำลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงไม่น้อยไปกว่าใคร โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าซาอุฯ กำลังประสบกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 20% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ไม่เพียงเท่านั้น จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นอกเหนือจากการที่ซาอุฯ จำเป็นต้องตัดลดงบประมาณรายจ่ายของประเทศลง ซาอุฯ ยังต้องหันไปพึ่งพาแหล่งรายได้จากด้านอื่นเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดทอน
ไปจากภาวะตกต่ำของราคาน้ำมัน ซาอุฯ ต้องออกพันธบัตรระยะ 1 ปี เพื่อการระดมทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี
นอกจากนี้ จากปัญหาการขาดดุลงบประมาณก็ได้ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังเสถียรภาพของค่าเงินริยาลของซาอุฯ เองด้วยเช่นกัน เมื่อเงินริยาลเริ่มอ่อนค่าลงเรื่อยๆ จนทำให้รัฐบาลกรุงริยาดจำเป็นต้องตรึงค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐที่ 3.75 ริยาล/เหรียญสหรัฐแล้วเพื่อพยุงชีวิต แม้ว่าจะมีการคาดการณ์กันว่าซาอุฯ อาจจะต้องลดค่าเงินในเร็วๆ นี้ ถ้าหากราคาน้ำมันยังไม่สามารถกลับมารีบาวด์ขึ้นได้
ขณะที่ตลาดหุ้นซาอุฯ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง โดยตลอดทั้งเดือน ส.ค.นั้น ดัชนีทาดาวัลของซาอุฯ ปรับลดลงไปทั้งสิ้น 17% ทีเดียว
ไม่เพียงแต่ซาอุฯ เท่านั้นที่กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจจากภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ ซึ่งนโยบายการตรึงกำลังการผลิตน้ำมันนั้น ยังทำให้สมาชิกของโอเปกเองเริ่มกลับมาตั้งคำถามกันมากขึ้นแล้วว่า
นโยบายนี้คุ้มหรือไม่
อย่างในกรณีของรัฐมนตรีน้ำมันของแอลจีเรีย ที่ได้เขียนจดหมายถึงสำนักเลขาธิการของกลุ่มโอเปก แม้ว่าในเนื้อหาจะไม่ได้ระบุถึงการขอให้โอเปกเริ่มลดกำลังการผลิตลงเพื่อกระตุ้นราคา แต่ก็มีการยิงคำถามไปแล้วถึงการดำเนินนโยบายนี้ ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาก็กำลังกดดันกลุ่มโอเปกให้เลิกนโยบายนี้โดยเร็ว หลังจากที่เวเนซุเอลากำลังเข้าขั้นวิกฤตทีเดียว
ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจที่เริ่มก่อตัวหนักขึ้นของซาอุฯ และความไม่พอใจต่อนโยบายคงกำลังการผลิตของบรรดาสมาชิกที่เหลือ คำถามสำคัญในขณะนี้ก็คือ ซาอุฯ จะยอมเริ่มลดกำลังการผลิตเพื่อกระตุ้นราคาน้ำมันขึ้นหรือไม่หลังจากนี้?
นิก คันนิงแฮม นักวิเคราะห์จากเว็บไซต์ ออยล์ไพรซ์ดอตคอม มองว่าการลดกำลังกาารผลิตนั้นถือเป็นแนวความคิดแบบ “โลกสวย” มากกว่าที่จะเป็นไปได้จริง เพราะหากมองกันในระยะยาวนั้น แม้ว่าซาอุฯ และสมาชิกโอเปกอาจจะเจอกับผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง แต่ทว่าการคงกำลังการผลิตต่ำไปนั้นถือว่าคุ้มค่า เพราะกำลังทำให้คู่แข่งในอุตสาหกรรมในสหรัฐนั้น กำลังจะล้มหายตายจากไปทีละเล็กละน้อย และในระยะยาว โอเปกก็จะกลายมาเป็นผู้คุมตลาดน้ำมันโลกที่แข็งแกร่งแต่เพียงผู้เดียว
เห็นได้ชัดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐ จากจุดสูงสุดในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาที่ 9.69 ล้านบาร์เรล/วันนั้น ได้ปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน พ.ค. ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 9.51 ล้านบาร์เรล/วัน
อัมริตา เซน นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันอาวุโสจากบริษัทเพื่อการลงทุนและสำรวจพลังงาน “เอนเนอร์ยี แอนเปค” ในสหรัฐ เตือนว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น กำลังจะทำให้บริษัทน้ำมันบางแห่งกำลังเดินหน้าสู่ภาวะล้มละลายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้
บริษัทพลังงานขนาดเล็กเหล่านี้กำลังประสบกับปัญหาเงินทุนและการกู้ยืม โดยเฉพาะธนาคารที่อาจจะพิจารณาจากราคาน้ำมันในปัจจุบันที่ปรับลดต่ำลงและปฏิเสธการกู้ยืม
“และแน่นอน ปริมาณทุนที่จะเปิดให้ผู้ผลิตน้ำมันเหล่านี้กู้ยืมได้นั้นก็จะถูกลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง หรือน้อยกว่านั้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้บริษัทน้ำมันเหล่านี้ประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งที่จะทำการลงทุนสำรวจและขุดเจาะต่อไป”
ที่สำคัญนั้น เซน มองว่าถ้าหากราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ปัจจุบันนี้ คาดว่าจะมีบางบริษัทที่ต้องยื่นล้มละลายอย่างเร็วที่สุดก็ในเดือน ต.ค.นี้
กระนั้นก็ตาม แม้จะดูเหมือนว่าซาอุฯ และโอเปก จะกำลังกำชัยชนะอยู่ในขณะนี้ ทางด้าน อัมบรอส อิแวนส์-พริตชาร์ด นักวิเคราะห์จากเดอะ การ์เดียน กลับมองว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่สายเกินไปแล้วสำหรับ
ซาอุฯ และโอเปก ที่จะหยุดยั้งการปฏิวัติน้ำมันเชลออยล์ในสหรัฐ เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาน้ำมันกลับมาสู่ภาวะปกติ การผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ก็จะกลับมาเดินกำลังการผลิตอย่างเต็มรูปแบบอีก และก็จะกลายมาเป็นคู่แข่งของโอเปกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ข้อได้เปรียบที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ก็คือ เป็นการขุดเจาะที่มีต้นทุนไม่สูง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับกลางๆ โดยบรรดาผู้ผลิตน้ำมันจากเชลออยล์นั้นสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 45% เพื่อรักษาการผลิตเอาไว้ อีกทั้งเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากเชลออยล์นั้น ยังเอื้อให้มีการเริ่มการขยายการขุดเจาะเพิ่มเติมจากแหล่งเดิมได้ทันทีมากถึง 5-10 บ่อ โดยไม่ต้องทำการสำรวจในแหล่งใหม่ ซึ่งช่วยให้การขยายการผลิตนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว
“หากตลาดน้ำมันล่วงหน้ากลับสู่สภาพเดิม ซาอุฯ จะต้องเจอกับปัญหาใหญ่ภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้นอย่างแน่นอน” อัมบรอส ยืนกราน
การใช้กลไกทางราคาเพื่อทำลายคู่แข่ง จึงกลายเป็นการเดิมพันที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับโอเปก และซาอุฯ ที่สุดท้ายแล้ว เป้าหมายที่จะครองตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ และการทำลายเชลออยล์นั้นอาจจะไม่ได้ผล
และซ้ำร้าย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของเหล่าสมาชิกโอเปกเอง ก็อาจจะเลวร้ายในแบบที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้







