
สแกนจุดเสี่ยง ประชามติฉีกร่างรธน.
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกกันว่า ฉบับเพื่อการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกกันว่า ฉบับเพื่อการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง กำลังจะเข้าสู่แนวรบด่านแรก ณ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 6 ก.ย.นี้
ถ้าประเมินสถานการณ์กันตามจริง การโหวตร่างรัฐธรรมนูญใน สปช.ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก เพราะสมาชิก สปช.ประมาณ 150-180 คน พร้อมจะลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะมีต้นเสียงจากนอกสภาส่งเข้ามาให้ สปช.ลงมติเป็นอย่างอื่น
เหตุผลสำคัญที่มีผลให้ สปช.ยินดีจะสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ คือความพอใจกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ
แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะมีหลายมาตราที่มีปัญหาและไม่เห็นด้วย เช่น ระบบการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. แต่ในภาพรวมแล้วมีหลายบทบัญญัติที่สร้างหลักประกันและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนไม่น้อยกว่าที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้เคยให้ประชาชนเอาไว้ ประกอบกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการแต่งตั้งของ สปช.เป็นส่วนใหญ่
ดังนั้น หาก สปช.ไปลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญก็จะไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าตัวเอง มิหนำซ้ำยังจะทำให้ข้อเสนอของ สปช.ที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ถูกผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วย สปช.จำนวนมากจึงเห็นว่าควรให้ร่างรัฐธรรมนูญได้ไปต่อในชั้นการทำประชามติน่าจะดีกว่า
ถึงร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน สปช. แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำประชามติจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ
ต้องยอมรับว่าเวลานี้แม้แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังมองไม่ออกมาว่าประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 49,698,934 คน (ตัวเลขอ้างอิงจากการสำรวจของกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือน เม.ย. 2558) มีความนึกคิดต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร
อาจเรียกได้ว่าโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านการทำประชามติมีอยู่เท่าๆ กัน เมื่อเทียบกับบรรยากาศการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่เวลานั้นผู้สันทัดกรณีจำนวนมากต่างมองตรงกันตั้งแต่แรกแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญน่าจะฝ่าด่านประชามติไปได้
สำหรับเหตุผลที่เป็นปัจจัยต่อการมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีโอกาสผ่านการทำประชามติน้อยมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ
1.การเคลื่อนไหวของพรรคและกลุ่มการเมือง มีไม่บ่อยครั้งนักที่พรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” จะมีจุดร่วมเดียวกันในทางการเมือง หลังจากทั้งสองพรรคต่างเห็นตรงกันว่าไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประเด็นที่ไม่เห็นด้วยในร่างรัฐธรรมนูญของประชาธิปัตย์และเพื่อไทยอยู่ที่เนื้อหาเกี่ยวกับโครงสร้างของสถาบันการเมือง ซึ่งได้ลดทอนอำนาจของฝ่ายการเมืองไปพอสมควร โดยเฉพาะระบบการเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสมที่ทำให้พรรคการเมืองได้ สส.ลดลง ตรงนี้เองอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ
การขยับตัวของสองพรรคการเมืองที่เคยเป็นรัฐบาลเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เนื่องจากเป็นฝ่ายที่กุมฐานเสียงประชาชนไว้ในมือจำนวนมาก แน่นอนว่าท่าทีของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยในทิศทางใดทิศทางหนึ่งย่อมมีผลต่ออนาคตของร่างรัฐธรรมนูญ
ต่างจากเมื่อครั้งการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เวลานั้นมีเพียงพรรคไทยรักไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นหัวหอกรณรงค์ให้ประชาชนโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผิดกับปัจจุบันที่สองพรรคการเมืองใหญ่จับมือและมีเป้าหมายเดียวกัน คือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นปฏิรูปเจอกับศึกหนักครั้งใหญ่
2.เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องยอมรับว่าร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในมือของ สปช.ถูกนำเสนอผ่านช่องทางการสื่อสารหลายทาง ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อกระแสรอง โดยหนึ่งในเนื้อหาสำคัญที่กำลังถูกตีแผ่อย่างหนักคงต้องยกให้กับ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” (คปป.)
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่ว่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีจะอยู่ที่การมีอำนาจผลักดันให้พิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศที่ สปช.ลงมือลงแรงทำมาไม่สูญเปล่า ไม่ใช่ถูกเก็บในลิ้นชักของรัฐบาลเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ส่วนข้อเสียหนีไม่พ้นการให้มีอำนาจพิเศษเพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศภายใต้ข้ออ้างที่ไม่ต้องการให้ทหารลงมือรัฐประหารอีก
ด้วยข้อดีและข้อเสียที่มีอยู่เท่าๆ กันของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ย่อมเป็นผลให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยลังเลว่าสมควรจะสนับสนุนให้ประเทศไทยมีซูเปอร์รัฐบาลอย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ หรือไม่ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ประชาชนตัดสินใจไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
3.ท่าทีที่แข็งกร้าวของ คสช. โดย คสช.และรัฐบาลต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ห้ามกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแสดงความคิดเห็นชี้นำประชาชนไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ
จริงอยู่ คสช.มีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถสั่งห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงความคิดเห็นได้ แต่การใช้อำนาจเช่นนี้มีความเหมาะสมหรือไม่นั้นเป็นคำถามที่ คสช.และรัฐบาลต้องตอบสังคมให้ชัด
ทว่าท่าทีที่ออกมาจาก คสช.และรัฐบาลไม่ต่างอะไรกับการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และจากความไม่พอใจต่อท่าทีของ คสช. มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่กลุ่มต่อต้าน คสช.ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ซึ่งอาจรวมไปถึงพลังเงียบของคนในสังคมจะลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงความต่อต้านของ คสช.อย่างสงบ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นหน้าเป็นตาของ คสช. หากผ่านประชามติย่อมเป็นสัญลักษณ์สำคัญในทางการเมืองว่า คสช.ยังมีความชอบธรรมอยู่ แต่ถ้าผลออกมาเป็นไปในทางตรงกันข้าม เท่ากับว่าความชอบธรรมของคสช.มีปัญหา







