
มาเลเซีย
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
การชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย ซึ่งดำเนินมาสองวันติดก็สิ้นสุดกันไปแล้ว และเมื่อวานนี้ฝ่ายรัฐบาลก็จัดงานเฉลิมฉลองวันชาติมาเลเซียปีที่ 58 เป็นที่เรียบร้อย โดยราซัคประกาศลั่นไม่ลาออกจากตำแหน่ง และขอให้คนในชาติสามัคคีกัน
โดยไม่มีการพูดถึงกรณีอื้อฉาวเรื่องเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่โอนเข้าบัญชีตัวเองแม้แต่น้อย คิดเป็นเงินไทยก็เกือบๆ 2.5 หมื่นล้านบาท ครับ!
ถือว่าท่าทีของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียนั้นไม่ได้แปลกใหม่อะไร คาดเดากันได้อยู่แล้วว่าผู้นำมาเลเซียจะออกมาในแนวนี้ หนำซ้ำยังกล่าวหาว่าฝ่ายผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลพรรคกลุ่มพันธมิตรเบอร์ซิห์นั้น เป็นพวกทำลายชาติ สร้างความแตกแยก สร้างรอยด่างให้กับประเทศ หนำซ้ำยังโอ้อวดว่า ฝ่ายรัฐบาลสามารถระดมผู้สนับสนุนได้มากกว่าเสียอีก
นั่นเป็นเพราะว่าราซัคมั่นใจอย่างยิ่งว่า ประชาชนที่ยังคงจงรักภักดีต่อรัฐบาลนั้นยังมีฐานเสียงที่ใหญ่มากอยู่โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด และส่วนใหญ่จะเป็นประชากรเชื้อสายมาเลย์ ซึ่งในการประท้วงในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่า เริ่มมีการนำเรื่องความแตกต่างทาง “เชื้อชาติ” ของประชาชนมาเล่นกันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอีกแล้ว
โดยที่ฝ่ายรัฐบาลมองว่า กลุ่มผู้ประท้วงนั้นส่วนใหญ่เป็นคนเมืองและเป็นคนเชื้อสายจีน ซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนน้อย ขณะที่คนกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลนั้นเป็นคนในต่างจังหวัดและคนเป็นเชื้อสายมาเลย์
เรียกได้ว่า มาเลเซียใช้โมเดลแบ่งแยกและปกครองโดยสมบูรณ์แบบ และสิ่งที่ทำให้รัฐบาลมั่นใจว่าจะยังเอาชนะใจคนเชื้อสายมาเลย์ได้อยู่ก็คือ การใช้นโยบายยิ่งกว่า “ประชานิยม” ที่ใช้มานานหลายสิบปี
ใครเป็นประชากรเชื้อสายมาเลย์ หรือที่เรียกกันว่า ภูมิบุตร นั้น เรียกได้ว่าสบายไปตลอดทั้งชาติครับ รัฐแทบจะจัดสวัสดิการสิทธิประโยชน์ให้มากมาย ตำแหน่งงานของรัฐหลายตำแหน่งสงวนไว้ให้สำหรับชาวมาเลย์เท่านั้น ได้สิทธิประโยชน์พิเศษทางด้านการศึกษาและอีกจำนวนมาก
นโยบายเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้รัฐบาลมาเลเซีย ภายใต้การกุมบังเหียนของพรรคอัมโนนั้นมั่นใจอย่างที่สุดว่า เสียงส่วนใหญ่ของประเทศนั้นยังสนับสนุนรัฐบาล
แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้นรัฐบาลจะสูญเสียที่นั่งไปให้ฝ่ายค้านบ้าง แต่ก็เล็กน้อยเต็มทีครับ
ดังนั้น ท่าทีของนาจิบ ราซัค ที่มีต่อผู้ประท้วงนั้น แทบจะไม่ “เงี่ยหูฟัง” สิ่งที่ผู้ประท้วงเรียกร้องแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังตราหน้าว่าเป็นพวกทำลายภาพลักษณ์ประเทศอีกด้วย







