
ภาษีที่เป็นธรรม
นโยบายรัฐสวัสดิการของรัฐบาล ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้เงินมหาศาลเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนไทย ได้สร้างความปวดหัวให้กับหน่วยงานหารายได้อย่าง 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของกระทรวงการคลัง
หากรายรับไม่สมดุลกับรายจ่ายก็จะทำให้งบประมาณขาดดุล ดังนั้นรัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมาใช้ แต่หากไม่เลือกวิธีการกู้เงิน รัฐบาลก็จะต้องขยายฐานการเก็บภาษีให้มากขึ้นให้รายรับสมดุลกับรายจ่าย ซึ่งรัฐบาลมีทางเลือกไม่มาก เช่น ขึ้นภาษี ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งระบบ และเก็บภาษีรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเก็บ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
สิ่งที่รัฐบาลตั้งแท่นขึ้นมาแล้วก็คือ การคิดจะออกกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้ผู้ที่ครอบครองที่ดินจำนวนมากแต่ไม่ใช้ประโยชน์เสียภาษี ซึ่งเป็นการชดเชยความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากการปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า
ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทำอย่างหนึ่งอาจจะไปกระทบอีกส่วนหนึ่ง และจะต้องดำเนินการด้วย เนื่องจากโดยข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) นั้น มีผลให้ต้องลดภาษีระหว่างประเทศในอาเซียนหลายพันรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ฉะนั้นภาษีศุลกากรจะลดลงมากอย่างแน่นอน
ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จึงเห็นว่าการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบนั้นเป็นเรื่องใหญ่ สศค.จึงได้ให้ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกที่มีประสบการณ์ด้านภาษีในหลายๆ ประเทศทั่วโลกเข้ามาช่วยศึกษา โดยมีการเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ
สิ่งที่ธนาคารโลกและกระทรวงการคลังมองตรงกันก็คือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต อยากให้มีการขึ้นภาษีจาก 7% กลับไปอยู่ที่ 10% เหมือนเดิม เพื่อนำเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาใช้ในโครงการรัฐสวัสดิการต่างๆ และเห็นว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยต่ำกว่าของประเทศอื่นมาก
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นคนที่ได้รับผลกระทบมากคือคนจน ที่แม้จะไม่เสียภาษีเงินได้หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ แต่ก็จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภคทันที
ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องดูให้ดี ให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์มากที่สุดไม่ใช่ทำไปแล้วคนที่ได้ประโยชน์เป็นคนชั้นกลางและคนชั้นที่มีรายได้สูง เหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์มักจะถูกกล่าวหาว่าสนใจให้ประโยชน์แก่กลุ่มคนชั้นกลางมากกว่ารากหญ้า
การปรับโครงสร้างภาษีนั้นจะผูกพันไปกับรายจ่ายของรัฐบาลที่ไปดำเนินโครงการรัฐสวัสดิการอย่างแยกไม่ออก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ โดยไม่มีต้นทุน







