
"กอบศักดิ์" แจงปฏิรูปสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
"อลงกรณ์" แจงภารกิจ สปช. ทำงานได้ 4 ใน 5 หลังถูกลดเวลาทำงาน "กอบศักดิ์" เผยปฏิรูปเพื่อเร่งสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ลดเหลื่อมล้ำ
"อลงกรณ์" แจงภารกิจ สปช. ทำงานได้ 4 ใน 5 หลังถูกลดเวลาทำงาน "กอบศักดิ์" เผยปฏิรูปเพื่อเร่งสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ลดเหลื่อมล้ำ
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัปดาห์แห่งการเรียนรู้ มีการเสวนาเรื่อง “ขับเคลื่อนวาระปฏิรูปประเทศ” โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมบรรยาย โดย นายอลงกรณ์ กล่าวว่า แม้ว่าสปช.จะมีเวลาทำงานลดลง แต่ 11 เดือน ที่ผ่านมาก็สามารถทำงานได้ 4 ใน 5 ส่วนจากที่หวังไว้ ทั้งการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และจัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตประเทศ
อย่างไรก็ตาม เสนอของการปฏิรูปผ่านมาหลายยุคสมัย แต่ทุกฝ่ายไม่ลงมือปฏิบัติ บทเรียนในอดีตจึงสอนว่าถ้าจะขับเคลื่อนการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องมีพิมพ์เขียวแผนแม่บทปฏิรูปประเทศส่งมอบให้รัฐบาล ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ต้องมีรัฐบาลปฏิรูป และต้องมีช่วงเวลาของการปฏิรูป ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการปฏิรูปมีอยู่ 3 กรอบ คือ 1.เรื่องที่ปฏิรูปได้ทันที 2.เรื่องที่ปฏิรูปเสร็จได้ภายในวาระของสปช. และ 3.เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการปฏิรูป ดังนั้น ช่วงเวลาของการปฏิรูปจึงไม่สามารถเขียนในรัฐธรรมนูญแบบปลายเปิดได้ เพราะจะถูกกล่าวหาว่ารองรับอำนาจรัฐประหาร
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สำหรับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เข้าใจว่าที่พรรคการเมืองไม่เห็นด้วยเพราะ การที่มีรัฐบาล มีสภาจากการเลือกตั้งแล้ว ยังมีองค์กรที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์เหนือรัฐบาล และรัฐสภา ซึ่พรรคการเมืองคุ้นเคยกับการมีรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา มีองค์กรอิสระ
อย่างไรก็ตาม ต้องถามว่าทำไมที่ผ่านมาแต่ละพรรคพูดถึงเรื่องการปฏิรูปแต่กลับไม่เคยเกิดการปฏิรูป ส่วนหนึ่งการเมืองยังเป็นระบบตัวแทนไม่ใช่ ระบบการมีส่วม พรรคการเมืองยังไม่ใช่สถาบันการเมืองอย่างแท้จริง บางพรรคยังเป็นโรงสี ห้างหุ้นส่วน บางพรรคยังเป็นแค่บริษัทจำกัด ยังไม่เป็นบริษัทมหาชน และบางพรรคที่ดูจะเป็นสถาบันการเมืองก็ยังมีคุณตา คุณปู่ คอยควบคุม นักการเมืองติดกับดักตัวเองตกเป็นทาสของระบบ ทำให้ตกอยู่ในอิทธิพลของทุนการเมือง เพราะต้องแข่งขันเพื่อช่วงชิงชัยชนะ ดังนั้น การปฏิรูปต้องพัฒนาให้เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม พิมพ์เขียวเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง จะช่วยให้นักการเมืองปลดแอกจากสภาพที่เป็นอยู่
นายอลงกรณ์ กล่าว่า ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบหรือไม่ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ได้แก่ 1.เนื้อหารัฐธรรมนูญ 2.เหตุการณ์สถานการณ์ทางการเมืองที่จะตามมาหลังจากรัฐธรรมนูญ เพราะช่วงนี้อยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ ซึ่งส่วนตัวมีโอกาสได้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ 40 หากถามว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยมากกว่าปี 40 หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ตอบลำบาก แต่ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกมากกว่า เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมี 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่ผู้สนับสนุนมากกว่า 20 ล้านคน ออกมาตั้งธงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งปี 40 มีแค่พรรคการเมืองเดียวที่คัดค้านยังผ่านได้ยาก แต่คราวนี้มีถึง 2 พรรคที่คัดค้านย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้าน นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา 5 ปี 10 ปี ซึ่งครั้งนี้สปช.ได้ขับเคลื่อนแนวคิดการปฏิรูปในระดับหนึ่งแล้ว โดย 11 เดือนที่สปช.ได้ทำหน้าที่ ถือว่าได้ทำสิ่งที่ครอบคลุมประเด็นหลักๆของประเทศเกือบทั้งหมด ส่วนประเด็นของคณะ คปป. กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั้น สปช.เห็นความจำเป็นของการมีหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ปฏิรูป และช่วยขับเคลื่อนให้การปฏิรูปบรรลุเป้าหมาย
ทั้งนี้ ระหว่างทางยังมีเรื่องของความปรองดอง ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยยังทะเลาะกันอยู่ ตนมั่นใจว่าหลังจากเข้าสู่ระบบปกติความขัดแย้งจะกลับมาอีกรอบ จึงเป็นที่มาของการที่ระหว่างทางต้องมีคนดูแลเรื่องความปรองดองด้วย จึงมีคปป.ขึ้นมาเพื่อดูแลระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ ยืนยันว่า คปป.ไม่ได้ถูกเสนอมาในนาทีสุดท้าย แต่เป็นวิวัฒนาการของแนวคิดโดยมาจากการรวบรวมความเห็นของทุกคน
นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 เรื่อง คือ 1.การแข่งขันของประเทศไทย จะมีการกำหนดเป้าหมายว่า 3 ปีแรก ว่าจะพัฒนาสร้างความเป็นเลิศในแต่ละด้านทั้งการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว รวมถึง 5 ปี จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตลอดจนการมีนวัตกรรมใหม่ๆ 2.ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะต้องมีหน่วยงานกลางที่เข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ จะมีการจัดงบประมาณกระจายไปตามพื้นที่จากเดิมที่กระจายตามกระทรวง รวมทั้งจะจัดสรรงบพิเศษลงไปยังพื้นที่ที่มีรายได้น้อย เพื่อยกระดับให้มีการพัฒนาตัวเอง รวมถึงการทำเรื่องการปฏิรูปที่ดิน สิทธิชุมชน ป่าชุมชน
และ3.นโยบายประชานิยม จะมีการกำหนดว่าส.ส.จะแปรญัตติตัดงบประมาณได้ แต่จะจัดสรรเพิ่มไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดเงินได้กว่าหมื่นล้านบาทต่อปี และต้องระบุว่าแต่ละโครงการจะใช้เงินเท่าไหร่ กี่ปี และระบุแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเชิงเศรษฐกิจ ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องพึ่งพานักการเมืองในการตัดสินใจเลือกใครมาเป็นผู้แทน







