posttoday
คดีธนาคารกรุงไทย ตัวร้ายยังลอยนวล

คดีธนาคารกรุงไทย ตัวร้ายยังลอยนวล

31 สิงหาคม 2558

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เรียบร้อยธนาคารกรุงไทยไปแล้ว สำหรับคดีที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกเอาไว้ว่า ผู้บริหารธนาคารของรัฐขนาดใหญ่ ต้องย้ายภูมิลำเนาเข้าไปอยู่ในเรือนจำ และไม่ได้เข้าไปเพียงคนเดียวแต่เข้าไปแบบยกแผง รวม 18 คน เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทย ทั้งกรรมการและสินเชื่อ 13 คน อีก 5 คน คือคนของบริษัทเอกชนที่ขอกู้เงิน

คดีนี้เกิดตั้งแต่ปี 2546 สมัยที่ ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีเป็นนายกรัฐมนตรีสั่งให้ธนาคารกรุงไทย ซึ่งมี วิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร เป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาท เป็นยุคที่ตระกูลชินวัตรใหญ่คับประเทศ หากไม่มี คมช.ในปี 2549 ไม่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ผลักดันในการดำเนินคดีนี้แล้ว เงินกว่าหมื่นล้านบาทที่ออกจากธนาคารกรุงไทยคงกลายเป็นหนี้สูญ ไม่มีใครรับผิดชอบ เหมือนกรณีเงินกู้ของเมียนมาจากเอ็กซิมแบงก์

ความเป็นมาของคดีนี้ เริ่มจากการสอบสวนเพื่อหาผู้กระทำผิดที่ทำให้ธนาคารกรุงไทยเสียหายจากการปล่อยกู้ จน ป.ป.ช. สรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดตั้งแต่ปี 2551 จนกระทั่งปี 2555 อัยการสูงสุดสั่งฟ้องทั้งทักษิณเป็นจำเลยที่ 1 กรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย รวมทั้งเอกชน ทั้งนิติบุคคลและกรรมการกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร รวม 27 ราย เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง

ศาลใช้เวลาพิจารณา 3 ปี จนเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2558 ศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยเป็น 2 กลุ่ม 12 ปี และ 18 ปี 

ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ต้องคำพิพากษาจำคุกในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นคดีแรกคุณตามใจ ขำภโต อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ เคยต้องโทษมาแล้ว จนปัจจุบันพ้นโทษแล้ว

รายละเอียดคำพิพากษา ท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านได้อย่างละเอียดในสื่อต่างๆ แต่มีประเด็นเกี่ยวเนื่องบางประเด็นที่เป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินคดี ดังนี้

ประเด็นแรก คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเป็นผู้ตัดสิน ทำให้มีผู้สงสัยว่า กรรมการและเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย รวมทั้งเจ้าของบริษัทต่างๆ ไม่ใช่นักการเมือง ทำไมจึงขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ประเด็นนี้เป็นเรื่องทางกฎหมาย โดยมูลคดีเกิดขึ้นจากนักการเมืองคือทักษิณ แม้ปัจจุบันจะเป็นนักโทษหนีคดี แต่ในขณะนั้นเป็นนักการเมือง เป็นผู้เริ่มกระทำผิด ได้สั่งให้จำเลยที่เป็นกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ให้กับจำเลยที่เป็นเอกชน จึงถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ความผิดในลักษณะเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันอย่างนี้ กฎหมาย ป.ป.ช. และกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง กำหนดให้บุคคลอื่นที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน อยู่ในการพิจารณาคดีเช่นเดียวกับนักการเมือง จึงต้องฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกับนักการเมือง ไม่ต้องแยกไปฟ้องศาลธรรมดา

ประเด็นที่ 2 มีผู้ถามว่า กรณีของทักษิณ ทำไมศาลไม่พิพากษาไปเลยว่ามีความผิดหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผิด ก็น่าจะตัดสินไปเลย แล้วออกหมายจับ คำพิพากษาที่ออกมาไม่ได้วินิจฉัยว่าทักษิณผิดหรือไม่ผิด ทำให้ยังกังขาว่าทักษิณทำผิดหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นไปตามหลักสากลในการพิจารณาคดีอาญา ที่ต้องให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ หลักในทางกฎหมาย คดีอาญาจึงต้องพิจารณาต่อหน้าจำเลย ซึ่งคดีนี้ทักษิณหลบหนีคดีตั้งแต่ยื่นฟ้องเมื่อปี 2555 แล้ว ศาลจึงได้ออกหมายจับไว้ แน่นอนว่าคดีในส่วนของทักษิณนั้นจะยังไม่วินิจฉัยว่ามีความผิดหรือไม่ หากจับตัวได้ก็จะต้องพิสูจน์กันอีกต่อหน้าจำเลยว่าทำผิดจริงหรือไม่ หากอ่านคำวินิจฉัยของศาลที่วินิจฉัยไว้ ดูจะเป็นคุณกับทักษิณอยู่เหมือนกัน คือ คำว่า บิ๊กบอส ที่อ้างถึงว่า มีคำสั่งให้ปล่อยกู้ให้นั้น ไม่แน่ชัดว่า บิ๊กบอส คือใครกันแน่

อย่างไรก็ดี ในหลักการก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอายุความ สำหรับการหลบหนีนั้น กฎหมายให้นับอายุความตั้งแต่วันหลบหนี อายุความสำหรับคดีที่อัตราโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต คือ 20 ปี นั่นหมายความว่า ถ้าทักษิณหนีคดีไป 19 ปี ถูกจับมาดำเนินคดี หลังจากนั้นหนีคดีอีก ก็ต้องเริ่มนับอายุความใหม่อีกครั้งนับแต่วันหลบหนี

ประเด็นสุดท้ายที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก คือ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเงินที่กู้จากธนาคารกรุงไทยจำนวนหนึ่ง ได้โอนเข้าบัญชี พานทองแท้ บุตรชายคนเดียวของทักษิณ และยังมีบางส่วนเข้าบัญชีเลขา
ส่วนตัวและแม่เลขาส่วนตัวของนายหญิง และพ่อของนักการเมืองสาย สุดารัตน์ ด้วย แต่คนเหล่านี้ไม่ถูกดำเนินคดี ทั้งๆ ที่ ป.ป.ช.ทำความเห็นเสนอให้อัยการสูงสุดฟ้องด้วย อย่างน้อยๆ ก็รับของโจร

แต่ท่านอัยการสูงสุดในขณะนั้น คือจุลสิงห์ วสันตสิงห์ มีคำสั่งไม่ฟ้อง

ธนาคารกรุงไทยในวันนี้ จะฟ้องเองเป็นคดีใหม่หรือไม่ เพราะเป็นผู้เสียหาย หรือจะแจ้งความร้องทุกข์ให้ตำรวจดำเนินคดีฐานรับของโจรก็ได้ ถ้าละเลยอาจเจอมาตรา 157 ตามหลอกหลอนอีกก็ได้

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นแก่ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือตำแหน่งใหญ่โตก็ตาม ให้พึงสังวรไว้ว่า เมื่อใดที่นักการเมืองหมดอำนาจ ไม่สามารถคุ้มครองได้แล้ว สันดานของนักการเมืองคือการเอาตัวรอด ช่วยเหลือคนใกล้ชิด คนในครอบครัวของตัวเองก่อน ผู้บริหารที่ติดร่างแหบางท่าน ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงเป็นทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นลูกน้องสายตรงที่ได้รับประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ ถึงวันนี้แม้คิดได้ว่าไม่คุ้มค่ากับการรับใช้นักการเมือง ก็สายไปเสียแล้ว

กฎหมายอาจไม่เป็นธรรม แต่กฎแห่งกรรมเป็นธรรมเสมอ และมาถึงอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว