posttoday
รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (4)

รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (4)

30 สิงหาคม 2558

รัฐธรรมนูญที่เพ้อฝันที่สุดคือฉบับ 2540 ส่วนฉบับ 2550 เป็นฉบับตื่นจากฝัน นำมาซึ่งฉบับ “ตามล่าหาความจริง”

รัฐธรรมนูญที่เพ้อฝันที่สุดคือฉบับ 2540

ส่วนฉบับ 2550 เป็นฉบับตื่นจากฝัน นำมาซึ่งฉบับ “ตามล่าหาความจริง” ที่กำลังร่างกันอยู่นี้ ซึ่งหลายคนก็ไม่แน่ใจว่าจะผ่าน สปช.ในวันที่ 6 ก.ย.นี้หรือไม่ (แต่ตอนนี้วงการต่อรองบอกว่า 2 ต่อ 1 น่าจะผ่าน) และถ้าผ่านไปแล้วจะผ่านประชามติได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 หรือเปล่า (บางคนถือเลขผานาทีบอกว่าน่าจะเป็นฉบับ 2560 ให้สวยงาม ดังนั้นจึงคาดกันว่าไม่น่าจะผ่านประชามติ แล้วไปร่างกันใหม่ให้ได้ใช้ในปี 2560 นั้นจริงๆ)

ขอกลับไปเพิ่มเติมข้อมูลบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนสักเล็กน้อย เพราะมีผู้ถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2521 ที่ผู้เขียนชื่นชมนักหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับยอมรับความจริงของสังคมไทยนั้น นอกจากใช้ได้นานถึง 13 ปีแล้ว ยังมีคุณงามความดีในเรื่องอื่นๆ อีกหรือไม่

คนไทยจำนวนมากคงประจักษ์ชัดแล้วว่า ช่วงการปกครองภายใต้การนำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ระหว่างปี 2523-2531 เป็นช่วง “ที่ดีที่สุด” ในความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ อาจจะเพราะมีโชคที่เรามีการขุดก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ ทำให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้บูมขึ้นมา การลงทุนมากขึ้น การจ้างงานมากขึ้น คนมีเงินมากขึ้น แต่ในทางการเมืองก็น่าจะเรียกได้ว่า “มีเสถียรภาพที่สุด” ยุคหนึ่ง แม้จะมีการยุบสภา 2-3 ครั้ง มีการก่อกบฏกับความรุนแรงทางการเมืองอีกหลายครั้ง แต่พล.อ.เปรมก็ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง แต่ที่โดดเด่นมากๆ สำหรับคุณูปการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือ ความปรองดองระหว่างชนชั้นนำใน 2 ภาคส่วนที่สำคัญ คือ ข้าราชการกับนักเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (4)

 

ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับ “ท่านอาจารย์” ท่านหนึ่งที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 (แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อของท่าน เนื่องจากกลัวจะโดนอัดเละเหมือนกับที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กำลังโดนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพราะว่ามีหลายๆ ประเด็นของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ค่อยเป็นประชา ธิปไตย ดังที่ได้อธิบายในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) ท่านบอกว่ามีนักกฎหมายผู้ใหญ่ในคณะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นลุกขึ้นชี้นำกรรมการยกร่างฯ ท่าน อื่นๆ ว่าจำเป็นจะต้องมีวุฒิสภาที่รัฐบาลแต่งตั้งและมีอำนาจเท่ากันกับสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากยังไม่ไว้วางใจว่า สส. ในสภาผู้แทนราษฎรจะสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐสภาได้ นั่นก็หมายถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาลและระบบการเมืองไทยทั้งระบบนั้นด้วย

นักกฎหมายใหญ่ผู้นั้นยังกล่าวอีกว่า ความจริงแผนบันได 3 ขั้น 12 ปี ของท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร (ที่เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 แต่ก็มาถูกไล่ลงจากตำแหน่งในปีต่อมา โดยทหารอ้างว่ารัฐบาลชุดนี้ “ทะเลาะ” กับสังคมในภาคส่วนต่างๆ มากเกินไป โดยเฉพาะการใช้นโยบายขวาจัดและแนวคิดที่จะให้ทหารสืบทอดอำนาจ) ที่จะสร้างประชาธิปไตยอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นแนวคิดที่ชนชั้นนำยอมรับ แต่กระแสประชาธิปไตยในยุคนั้นไม่ยอมรับ จึงต้องล้มเลิกไป แต่การเอาอำนาจนี้ไปใส่ไว้ที่วุฒิสภาก็จะยังคงทำให้ สส.นั้นถูกควบคุม ทั้งยังจะสนองตอบต่อแนวคิดที่จะให้ทหารคุ้มครองปกป้องสถาบันทั้งหลายนั้นต่อไป

ครับ! แนวคิดของนักกฎหมายใหญ่ท่านนั้นก็คงไม่ต่างจากนักกฎหมาย “เจ้าเก่า” ที่ควบคุมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เผอิญ “ยัดไส้” อยู่ในหลายๆ ส่วนของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีคนนอก คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ (คปป.) สภาขับเคลื่อนฯ และสมัชชากับสภาพลเมือง (แม้จะเอาออกจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะเสนอต่อ สปช.นี้ไปแล้ว แต่ก็มีหลายคนเชื่อว่าจะถูก “ปลุกเสก” ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นได้โดยอาศัยการ “หมกเม็ด” ไว้ในบทเฉพาะกาล) ทั้งนี้ก็เพราะนักกฎหมายเหล่านี้ท่านถูก “แตะน้ำลาย” มาตั้งแต่ปี 2521 นั่นแล้วว่า บ้านเมืองนี้ขาดการชี้นำและควบคุมจากระบบราชการและชนชั้นนำไม่ได้ พลเมืองที่อ่อนแอไม่เป็นตัวของตัวเองและเป็นที่พึ่งให้แก่ระบบรัฐสภาไทยไม่ได้ ปรากฏให้เห็นมาแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540-2550

อย่างที่ขึ้นต้นบทความในวันนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 นั้น “ฝันหวาน” เป็นอย่างยิ่ง ก็ด้วยการที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “มโน” ไปในสิ่งที่เป็นไปได้ยากในสังคมไทย 3-4 เรื่องคือ หนึ่ง อยากกำจัดนักการเมืองชั่วๆ ไม่ให้ผ่านเข้ามาในระบบการเลือกตั้งได้ง่ายๆ สอง เพิ่มอำนาจประชาชนให้มาร่วมใช้สิทธิและร่วมรับผิดชอบต่อการสร้างประชาธิปไตย สาม การตั้งองค์กรอิสระยุ่บยั่บให้มาช่วยกันตรวจสอบควบคุมนักการเมือง และสี่ คิดอาศัยไหว้วานผู้พิพากษาและข้าราชการผู้ใหญ่ให้มาช่วยทำงานการเมืองโดยเข้าไปอยู่ในองค์กรตรวจสอบต่างๆ

แล้วก็มี “โคตรปราชญ์” ก็จับจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ 2540 ในเรื่องเหล่านี้ได้ นั่นก็คือ หนึ่ง ไม่มีทางที่จะกำจัดนักการเมืองชั่วๆ ให้หมดไปได้ เพราะความชั่วได้กลายเป็นดีเอ็นเอของนักการเมืองไทยจำนวนมากไปแล้ว สอง ประชาชนยังเข้มแข็งได้ยากเพราะถูกหล่อหลอมอยู่ในวัฒนธรรมของการที่มีผู้อุปถัมภ์ชุบเลี้ยงมาแต่โบราณ จึงหวังพึ่งพิง “ผู้มีบุญ” อยู่เสมอ สาม องค์กรอิสระทั้งหลายก็ไม่แตกต่างอะไรกับ “ไส้ติ่ง” ในร่างกายมนุษย์ คือไม่ค่อยมีประโยชน์และเป็นภาระแก่การบริหารจัดการ และที่สำคัญที่สืบเนื่องไปถึงข้อสี่ก็คือ กลับเอาคนที่มี “เมตตาสูง” เข้าไปอยู่ในองค์กรอิสะและองค์กรตรวจสอบเหล่านั้น หลายองค์กรจึงเอาแต่ “สุขสบาย” หรือเป็น “ศาลาพักใจ” สำหรับชีวิตหลังเกษียณเสียส่วนมาก แถมบางทียังทำให้ความชั่วร้ายที่องค์กรนั้นๆ ควรกำจัด กลับถูกบ่มเพาะให้งอกงาม เพราะการทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก หรือ “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”

ที่สุด “โคตรปราชญ์” คนนั้นก็ “แหกกฎ” ทุกกฎในรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วสร้างสถานความเป็น “เทพเจ้า” ให้แก่ตนเองขึ้นมา โดยพยายามบิดเบือนให้คนไทยจำนวนมากเห็นความชั่วเป็นความดี จนคนไทยตาบอดไปเลยว่าเงินภาษีของพวกเราที่เขาเอามาแจก(บ้าง)นั้นและโกงกิน(มาก)นั้น เป็นการกระทำของ “ยอดคน” ที่สุดแม้จะยุบพรรค ล้มเลือกตั้ง และทำรัฐประหาร แล้วใส่ “ยาแรง” ไปในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เรียกว่า “ฉบับไล่ล่า” ก็ยังเอาไม่อยู่

สัปดาห์หน้าคงจะเขียนถึงเรื่อง “การยอมรับความจริงของสังคมไทย” ในการเขียนรัฐธรรมนูญอีกสักตอนหนึ่ง เพื่อสรุปถึงการยอมรับความจริงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะเข้าสู่การลงมติรับรองของ สปช.ในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.นั้นว่า ถ้าผ่านทั้ง สปช.และการทำประชามติต่อไปได้ น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ “ทรงอิทธิฤทธิ์” อย่างที่สุด เพราะเหมือนกับการย้อนยุคไปหยิบเอารัฐธรรมนูญ 2521 มา “ขัดผิว-แต่งหน้า” ทว่าเต็มไปด้วย “ขุมพลังต่างๆ” ที่เข้มแข็งกว่าเดิม

ฉบับ 2521 คือ “มัมมี่” แต่ฉบับที่ร่างอยู่นี้น่าจะเป็น “แฟรงเกนสไตน์”

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก