
การให้เดินตามคนกลุ่มหนึ่ง...อันตราย
ภูมิธรรม ชวนย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นใครมาจากไหน
ภูมิธรรม ชวนย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นใครมาจากไหน และมีแนวความคิดอย่างไรโดยเฉพาะแนวความคิดที่ทำให้รู้สึกสับสนจากคำยืนยันของ บวรศักดิ์อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ระบุว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้หมกเม็ดอะไรเลย วางอยู่บนโต๊ะ” ขณะที่ จรัส สุวรรณมาลา หนึ่งในกรรมาธิการยกร่าง รธน. กลับบอกว่า “นี่ยังไม่ใช่รัฐธรรมนูญจริงๆ เป็นรัฐธรรมนูญในสถานการณ์พิเศษ เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว”
ภูมิธรรม อธิบายต่อท่าทีเหล่านั้นว่า ตามความเข้าใจในการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งจะต้องเป็นฉบับถาวร แต่ทำไมกำลังรู้สึกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ถามว่านั่นเพราะการร่างไม่ได้เป็นไปตามหลักสากลใช่หรือไม่ เป็นเพียงรัฐธรรมนูญที่พยายามนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันใช่หรือไม่ และคนที่จะตอบคำถามหรือจะประเมินนั่นคือกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่คิดว่าตัวเองหวังดี เจตนาดีถูกต้องต่อบ้านเมือง แล้วเห็นว่าคนอื่นที่มีความคิดไม่ตรงกับตัวเองนั้นผิด
“จุดเริ่มต้นของการออกแบบร่างรฐัธรรมนญู บนความคดิความเชื่อเฉพาะกลุ่ม จะก่อให้เกิดปัญหา การออกแบบกฎกติกาบ้านเมืองที่ดี จะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของคนที่อยู่ร่วมกันทั้งสังคมต้องมากางข้อจำกัดต่างๆ แล้วให้คนในสังคมมาช่วยกันดู และจะต้องไม่บอกว่าพวกตัวเองเป็นคนที่หวังดีต่อประเทศชาติ มาเสนอกฎต่างๆ เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปได้ตามความคิดของตัวเอง มันจะอันตรายมาก
“ความคิดของคนกลุ่มเดียวมากำหนดให้คนกลุ่มใหญ่เดินตามเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำ...กรอบวิธีคิดที่พยายามให้คนส่วนใหญ่ในสังคมเดินไปด้วยกันที่เริ่มต้น จากความกลัวความขัดแย้งที่ดำรงอยู่มายาวนานมาก จึงระมัดระวังมากเกินไป จนไม่สบายใจ พยายามปิดเงื่อนไขที่กลัวว่าจะเป็นปัญหาทั้งหมด ทุกอย่างจึงเดินไปไม่ได้
“นี่คือเงื่อนไขสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่ควรจะทำเวลานี้คือการระดมความเห็นให้มากที่สุด ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง อย่าไปกลัวว่าจะเกิดความแตกแยก เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาภายใต้สถานการณ์พิเศษ ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว และอารมณ์ของคนในสังคมเองก็เบื่อความรู้สึกกับสังคมที่มีแต่ความขัดแย้ง ทำให้ประเทศติดขัดเดินหน้าไปไม่ได้
“ขณะเดียวกันต้องอย่าลืมว่าคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม เขาต้องการประชาธิปไตยเช่นกัน แม้จะไม่มีอะไรที่คนทุกคนจะเห็นทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวได้ 100% แต่สังคมประชาธิปไตยเขายอมรับความแตกต่างอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องถกเถียงกันให้เต็มที่ ดูว่าอะไรที่ไปได้ไปไม่ได้บ้าง กระบวนการประชาธิปไตยล้วนมีทางออกร่วมกัน
“แต่ในทางกลับกันกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำสวนทางกัน ไม่เปิดโอกาสให้สังคมได้คิด ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แบบนี้สังคมจะเกิดความแตกฉานได้อย่างไร”
ภูมิธรรม อธิบายด้วยว่า การระดมความคิดเห็นจะต้องเจาะลึกลงไปดูด้วยว่ากระบวนการที่สำรวจนั้นได้สำรวจอย่างอิสระ กว้างขวาง อย่างพอเพียงหรือไม่แต่ถ้าถามฝ่ายการเมืองบอกเลยว่ายังไม่พอเพียง เพราะยังเป็นการจัดในเฉพาะกลุ่มที่มีเครือข่ายเท่านั้นเอง ซึ่งเรื่องประชาธิปไตยคือเรื่องของคนทั้งประเทศถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถระดมได้กว้างเท่าไหร่ ก็จะเห็นถึงวิสัยทัศน์ได้มากเท่านั้นไม่มีอะไรเสียหาย
“อย่ากลัวความขัดแย้ง ความเห็นที่แตกต่างไม่ใช่ความขัดแย้งทั้งหมดเพียงแต่ต้องมาตกลงร่วมกันว่าจะไม่ใช้วิธีการรุนแรง และจะมาหาข้อสรุปร่วมกันเดินไปด้วยกัน จากนั้นให้เวลาได้เริ่มต้นพิสูจน์ว่าสิ่งที่ได้ทำมาถูกหรือไม่ถูก ถ้าไม่ถูกก็ปรับปรุงแก้ไข
“ถ้าถูกเราก็จะได้เดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นใจ ถ้าทุกคนเข้าใจประชาธิปไตย เข้าใจรู้จักอดทนรอยอมรับข้อสรุปที่ได้จากเสียงส่วนใหญ่ร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้ง นี่คือหัวใจสำคัญ” ภูมิธรรม ตอกย้ำ







