posttoday
ความสมานฉันท์ ไม่ได้เกิดจากกฎหมายหรือคำสั่ง

ความสมานฉันท์ ไม่ได้เกิดจากกฎหมายหรือคำสั่ง

28 สิงหาคม 2558

สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานมอบรางวัลผลงานทางวิชาการที่สร้างสรรค์และสร้างผลสะเทือนทางสังคมและการเมือง ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร ชั้น 3 ตึกอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย “ศ.ธีรยุทธ บุญมี” อดีตผู้อำนวยการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ฯ ได้บรรยายในหัวข้อ “สิทธิและอำนาจของประชาชน” ระบุตอนหนึ่งว่า ความสำคัญชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

ทั้งนี้ กระแสดังกล่าวไม่แพ้ 14 ตุลาฯ ที่สร้างความตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งประเด็นสิทธิเสรีภาพชุมชนปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยจากการสังเกตและการศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดสังคมไทยที่มีบทบาทต่อภาคปฏิบัติกลับไม่ใช่นักคิดภาคสังคม แต่เป็นนักคิดในสังกัดรัฐ ทำให้เห็นว่ารัฐไทยเข้มแข็ง ทว่าสังคมไทยไม่เข้มแข็ง

“ก่อนปี 2500 มีนักคิดจำนวนมากและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ผลที่ส่งมาถึงรุ่นหลังไม่แน่ใจถึงประชาธิปไตยเป็นผลสะเทือนจากนักคิดเหล่านี้เท่าไหร่ และ 14 ตุลาฯ เคลื่อนไหวต่อต้านทหาร คือ ความคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนไทยขาดหายไปช่วงเผด็จการทหาร”

อย่างไรก็ดี คนที่ไม่ใช่ข้าราชการ ทหาร หรือมียศ ถูกสั่งถูกด่าว่าไม่ได้มองเห็นหัวกัน เป็นจุดให้คนไม่พอใจเรื่องเผด็จการทหารและไม่พอใจแน่ๆ คือ การคอร์รัปชั่น เล่นพรรคพวก ส่งผลต่อความรู้สึกศักดิ์ศรีคน ซึ่งส่งผลต่อปัจจัยหลายอย่าง

ศ.ธีรยุทธ ระบุว่า นักคิดปัจจุบันผลสะเทือนไม่สูง ยกเว้นในเรื่องศาสนา อาทิ ท่านพุทธทาส ที่ส่งผลอย่างกว้างขวาง ป๋วย อึ้งภากรณ์ กับมุมมองสังคมเอื้ออาทรต่อกันไปในเชิงสวัสดิภาพ สวัสดิการ จิตร ภูมิศักดิ์ ความคิดสังคมนิยม ส่งผลให้คนต่อสู้เพื่อความถูกต้องและยังถือว่ายังมีพลังถึงทุกวันนี้ เป็นประวัติศาสตร์ที่ก้าวไปข้างหน้า ถือว่าเป็นส่วนคุณูปการของคนสังคมไทย

แต่ถ้าพูดโดยรวมหลัง 14 ตุลาฯ ถึงปัจจุบันมีคุณูปการในสังคมไทยจนเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ความคิดในเรื่องของความเคารพในความแตกต่างหลากหลายในสังคมไทย โดยเฉพาะวิถีชีวิต วัฒนธรรมชาวบ้าน เป็นการเคารพส่งเสริมให้ชาวบ้าน คนหนุ่มสาว สนใจในเรื่องสิทธิในการดูแลศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร สภาพแวดล้อมและประเทศ

“หลัง 14 ตุลาฯ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่เรื่องสิทธิเสรีภาพ ส่งผลจากนักศึกษาและนักเคลื่อนไหว สภาพสังคมไทยไม่ใช่ทำอะไรได้ง่ายๆ โดยไม่มีการถกเถียง สิ่งที่กำลังตามมา คือ การจัดการสิทธิเรื่องทรัพยากร ป่าไม้ น้ำ แร่ธาตุ และประมงก็ขยายตัวมากขึ้น”

อดีตผู้อำนวยการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ฯ ฉายภาพต่อว่า การตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพมหาวิทยาลัยในเรื่องวิชาการจำเป็นต้องทบทวนและจำแนกให้ดี จะบอกว่าเป็นภาวะวิกฤตประเทศหรือไม่ เพราะสิทธิเสรีภาพทางวิชาการไม่ควรหยุดยั้ง บางส่วนนักวิชาการมีบทบาทต่อการขัดแย้งทางความคิด คาบเกี่ยวกับวิชาการแท้ วิชาการเลือกข้าง แต่จำเป็นต้องแยกให้ได้เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่อสังคม

“ผมมีความเป็นห่วงเรื่องการปกปักรักษาสิทธิเสรีภาพในมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันยังน้อยไป และควรพิจารณา ถ้าพูดในฐานะนักวิชาการ ผมรับผิดชอบแง่คิดทางวิชาการมาตลอดและสิ่งที่พูดมีประโยชน์ต่อภาพรวม ดังนั้นจำเป็นที่นักวิชาการควรยืนหยัดเสรีภาพในมหาวิทยาลัย”

นอกจากนี้ เรื่องประชาธิปไตย สิทธิอำนาจประชาชน ส่วนตัวเคยพูดว่าการชุมนุม กปปส. มีปัญหาทางความคิดมาก แม้อยู่กับการต่อสู้ประชาธิปไตยมา 40 ปี เข้าใจประชาธิปไตยถ่องแท้แค่ไหน การชวนให้คนมาต่อสู้ประชาธิปไตยตัวเองต้องมั่นคงและต้องทบทวนตัวเองมาก

ศ.ธีรยุทธ ระบุว่า คนไทยจำนวนมากหรือส่วนใหญ่มองประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุบางอย่างมากกว่ามองประชาธิปไตยเป็นส่วนประกอบวิถีชีวิตที่ควรเป็น ซึ่งเป็นปมคำถามและอาจได้คำตอบมากมาย คนไทยไม่ตระหนักสิทธิ เพราะถูกนำมาจากต่างประเทศ มาใช้อธิบายการเมือง คนทั่วไปจึงไม่เข้าใจมันเต็มที่ ทำให้มองประชาธิปไตยด้อยลงไปจากต่างประเทศ ไม่เห็นคุณค่า ไม่อุทิศตัวเองเพื่อรักษา ถ้ามองเป็นเครื่องมือ จะวางทิ้ง หยิบใช้ หรือใช้เพียงครึ่งหนึ่งก็ได้

ขณะที่นักการเมืองมองประชาธิปไตย แค่ต้องการเลือกตั้งตำแหน่งในรัฐสภา แต่ชาวบ้านทั่วไปโดยเฉลี่ยมองเฉพาะการเลือกตั้ง เพื่อมีตัวแทน สส.มาเป็นปากเสียง หรือเป็นแหล่งฐานะทางสังคมเท่านั้น เป็นที่มาผลประโยชน์ชุมชน ชาวบ้านขาดหายในหลายมิติ

ส่วนทุนก็มีความน่าสนใจเพราะ 50 ปีที่ผ่านมา ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่คิดว่าไม่สมาทานกับประชาธิปไตย คิดเพียงต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ให้นักการเมืองเพื่อแลกกับโปรเจกต์ จึงอาจไม่เข้าใจประชาธิปไตย ซึ่งเอนเอียงมากในสังคม ทำให้อยู่ภาวะประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่นไม่รุดหน้าเหมือนที่อื่น

“ประชาธิปไตยมันจะเกิดขึ้นได้ต้องเข้าถึงชาวบ้านจริงๆ ถ้าไม่มีประชาธิปไตยระดับนี้ ก็จะไม่เกิดประชาธิปไตยมั่นคงแข็งแรงต่อประเทศ ปัญหาง่ายๆ บ้านเราจะไม่ได้รับการแก้ไข จะเป็นดินพอกหางหมู และมาแก้ปัญหาแบบสุดขั้ว คือ ประท้วงหรือรัฐประหาร ปัญหาง่ายๆ เช่น วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ควรแก้ด้วยชุมชน เช่น ชุมชนคนสีลมควรกำหนด แต่กลับแก้ไม่ได้ เมื่อมีรัฐประหารเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้หายไป เท่ากับไม่มีสมดุลในการแก้ไขปัญหา”

การแก้ปัญหาการชุมนุม กปปส. ซึ่ง คสช.ใช้วิธีคิดแบบปัญหาวิกฤตทางการเมือง จะแก้ได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดี ดังนั้นคนที่สมาทานแบบนี้ก็ไม่ต้องทำไรมาก ยกให้มีคณะหนึ่งมายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่เหมาะ เพราะเคยทำมาแล้วในอดีตอย่างปี 2540 และ 2549 ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ซึ่งทิศทางต้องลงไปสู่คนรากหญ้า

อย่างไรก็ตาม ความสมานฉันท์ไม่ได้เกิดจากการเขียนกฎหมายหรือคำสั่ง ความสมานฉันท์ต้องยินยอมพร้อมใจยินดีและประกอบด้วยความจริง ความถูกต้อง ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น ต้องชี้แจงกับคนให้มากที่สุด เพราะการสร้างความสร้างสมานฉันท์ไม่ใช่เรื่องง่าย  

ศ.ธีรยุทธ ย้ำว่า ต้องมองปัญหาให้ถูกและวิธีแก้ที่ถูกจะตามมา ซึ่งวิธีแก้ปัญหาควรมาจากชาวบ้าน แต่ปัญหาใหญ่ คือ มองต่างกัน ทหารหรือ คสช.คิดแบบวิชาชีพของตัวเอง จำเป็นต้องเปิดรับความคิดอื่นมาผสม เนื่องจากที่ผ่านมายังคิดแบบรัฐและความมั่นคงหรือชาติ ส่วนตัวให้ความสำคัญกับประเทศมากกว่า

การปฏิรูปคิดว่าแค่เขียนรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาหลักของการปฏิรูปกลับเป็นประเด็นไม่ได้พิจารณามากเท่าที่ควร ขณะเดียวกันพลเมืองพูดเหมือนเชิงมองประเทศเป็นหลัก แต่บทบาทสำคัญอยากให้เกิดประชาชนมีความรับผิดชอบ กระตือรือร้นมากขึ้น แต่ต้องคิดต่อว่าจะมีกฎหมายใดยกระดับเรื่องหล่านี้

“เมื่อพอคิดต่างกัน มองหนทางแก้ต่างกัน และสิ่งที่ขาดหายไปมาก จะทำอย่างไร เอาพลังประชาชนเป็นฐานให้ประเทศ เพราะถึงที่สุดคนจะช่วยได้ ปัญหาบ้านเราทวีความรุนแรงทุกเรื่อง แต่ขณะเดียวกันเราไม่มั่นใจขยายความรับผิดชอบไปสู่ชาวบ้าน ทหารคิดความเข้มแข็งของรัฐเป็นหลัก ไม่ได้มองถึงการกระจายอำนาจไปสู่ชาวบ้าน”

ศ.ธีรยุทธ บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านคิดว่าถูกกดทางสังคม โดยสะท้อนออกมาจนเห็นได้ชัดเมื่อปี 2531 คือ วันสงกรานต์รถติดทั้งประเทศ ชาวบ้านกลับต่างจังหวัดถือเป็นแลนด์มาร์คว่าสังคมไทยและเศรษฐกิจไทยมีแรงงานชาวบ้านเป็นหัวใจสำคัญ ถ้าขาดตรงนี้จะหยุดและสะดุด

อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยชาวบ้านยังไม่รู้สึกในเรื่องของอำนาจตัวเองชัดๆ หลังการเลือกตั้ง เพราะถูกยึดไปโดยฝ่ายที่มีอำนาจ ดังนั้นจำเป็นต้องผลักดันต่อไปเพื่อให้เกิดผล ด้วยการกระจายสิทธิการจัดการตัวเองลงสู่ท้องถิ่น เพราะจะช่วยชาวบ้านให้มีประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิต ทว่าหากไม่มีเรื่องดังกล่าวแล้วชาวบ้านก็จะเข้าไปอยู่ในระบบอุปถัมภ์เพื่อเอาตัวรอดและโทษใครก็ไม่ได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ