posttoday
"สมยศ"ฉุนจวกสื่อเสนอข่าวระเบิดทำงานยาก

"สมยศ"ฉุนจวกสื่อเสนอข่าวระเบิดทำงานยาก

27 สิงหาคม 2558

ผบ.ตร. ยันคดีระเบิดแยกราชประสงค์คืบหน้าแต่ขอไม่เปิดเผย จนกว่าได้หลักฐานชัด ติงสื่อชอบสัมภาษณ์พยานแล้วขัดแย้งกับที่ให้การตำรวจ ทำให้ทำงานลำบาก

ผบ.ตร. ยันคดีระเบิดแยกราชประสงค์คืบหน้าแต่ขอไม่เปิดเผย จนกว่าได้หลักฐานชัด ติงสื่อชอบสัมภาษณ์พยานแล้วขัดแย้งกับที่ให้การตำรวจ ทำให้ทำงานลำบาก

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าน้ำสาทร ถึงกระแสข่าวว่ามีการตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกของชาวตุรกีย้อนหลัง 15 วันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำทุกอย่าง ทำทุกเรื่องและทุกกรณี ที่เป็นข้อสังเกตข้อสงสัยหรือมีข้อแนะนำ ทั้งจากผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ ตลอดจนข้อแนะนำของพี่น้องประชาชน เราฟังทุกเรื่องและก็นำไปวิเคราะห์ ถ้าเป็นเรื่องที่ควรทำควรดำเนินการอย่างที่ตนบอกว่า 7-8 วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างเต็มที่สุดความสามารถและทำมากกว่าที่เป็นข่าวหลายสิบเท่า แต่เราไม่ได้มาชี้แจงหรือไม่ได้มาแถลงข่าว เพราะบางเรื่องก็ชี้แจงไม่ได้ บางเรื่องก็แถลงไม่ได้ ได้ทำไปแล้วในทุกๆมิติ

ผู้สื่อข่าวถามว่าการตรวจสอบยังไม่พบความเชื่อมโยง พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า เราจะชี้แจงและบอกได้ก็ต่อเมื่อเรามีพยานหลักฐานยืนยันและบ่งบอกได้ว่ามันเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่างที่ตนว่าเป็นไปได้ทุกเรื่องอย่ารีบด่วนสรุป การแสดงความคิดเห็นใดๆก็เป็นสิ่งที่ชอบตามสิทธิแต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป ใครจะสรุปยังไงก็แล้วแต่ท่านแต่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สรุปและไม่สนุกด้วย เพราะการรีบด่วนสรุปอาจจะส่งผลกระทบกับบุคคล หน่วยงาน องค์กร สถาบัน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระดับประเทศ และอาจเป็นการทำให้มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น ส่วนเรื่องแสดงความคิดเห็นใครก็แสดงได้ เป็นเรื่องที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองยังไม่เคยสรุปในประเด็นใด และก็ยังไม่เคยตัดประเด็นใด                                     

เมื่อถามว่าจากการที่ไม่ตัดประเด็นใด และจับตัวผู้ก่อเหตุไม่ได้ ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้หรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ยังไม่อยากสรุปเดี๋ยวกลุ่มที่โดนพาดพิงจะเกิดความเสียหาย จะกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้าน อย่างไรก็ตามสำนักข่าวไหนจะยืนยันอย่างไรก็แล้วแต่เขา เพราะเขาอาจมีข้อมูลหรือคิดมโนไปเอง แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคงของประเทศยังไม่ยืนยัน

เมื่อถามถึงการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า เราตรวจสอบจากหลายหมื่นหมายเลขจนเหลือสองหมายเลข เราตรวจสอบไปมากกว่าที่เป็นข่าว

“ปัจจุบันสื่อมวลชนมีหลายสำนักและกำลังแข่งขันกันอยู่เพื่อธุรกิจของตัวเอง ใครเสนอข่าวก่อนก็ได้เปรียบ บางครั้งไม่เป็นข่าวก็สร้างเรื่องให้เป็นข่าว ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ เพราะการสร้างเรื่องให้เป็นข่าวมันเป็นคนเดียวที่ได้ข่าว ได้เครดิต ซึ่งการรีบเร่งเกินไปบางครั้งถ้าข่าวนั้นไม่เป็นความจริง ตำรวจได้ตัวพยานมาคนหนึ่งไม่ว่าคดีใด สอบปากคำหลายครั้งเปลี่ยนคำถามในการสอบ แล้วต้องนำไปเทียบเคียงกับข้อมูลที่เคยให้เอาไว้ก่อนหน้านั้น หรือพยานบุคคล กล้องวงจรปิด หรือต้องใช้เทคโนโลยีอื่นๆมาประกอบเพื่อยืนยันกับคำให้การ และเมื่อสื่อเอาไมค์ไปจ่อปากเขาก็พูดไปโดยไม่ตรงกับการสืบสวนของตำรวจจะทำอย่างไร เป็นการก่อปัญหาในการทำงานของตำรวจ" พล.ต.อ.สมยศ กล่าว

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า อย่างการสอบปากคำพยานคนหนึ่งบอกว่าคนร้ายพูดภาษาไทยไม่เป็น พยานอีกคนบอกพูดไทยเป็นด้วย แล้วตำรวจจะเชื่อใคร ก็ต้องไปตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดแต่ปรากฎไม่เป็นไปตามที่พยานพูด ดังนั้นการเสนอข่าวควรระวังด้วยเพื่อเสียหายต่อรูปคดี สุดท้ายมันส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ อย่างประเด็นเรื่องคนร้ายไปลงที่สีลมซอย 9 ก็ไม่เป็นความจริง ตนไม่อยากพูดเรื่องนี้เดี๋ยวไปกระทบหน่วยงาน พอภาพฟุตเทจมันไปลงที่สีลมซอย 9 ตำรวจก็ต้องตามไปลงพื้นที่หาข้อมูล แต่พอเอาเข้าจริงๆ พยานที่เป็นคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างบอกว่าส่งแค่ลานพระบรมรูป รัชกาลที่ 6 จึงเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น  บางครั้งตำรวจอาจทำงานช้าเพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมและถูกต้อง ตนไม่เชื่อเลยพวกพยานที่มาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเป็นต่อยหอยแบบนั้น ตนคุยกับเขาเองบอกไม่รู้เรื่อง แต่พอเจอสื่อกลับพูดเป็นต่อยหอยเลย

เมื่อถามถึงการตรวจสอบเทียบเคียงวัตถุระเบิด พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ตำรวจตรวจสอบไปมากแล้วจนพบมีระเบิดคล้ายกันในหลายๆที่ แต่ไม่อยากระบุว่าที่ไหนเพราะยังไม่มีหลักฐานชัดเจน เพราะจะเป็นการไปกล่าวหาบางกลุ่มบางคน ขอย้ำว่าตนเข้าใจว่าการรีบเสนอข่าวเป็นงานของท่านแต่พอมันพลิกกลับมาไม่เฉพาะในประเทศที่เสียหาย แต่เวลาข่าวมันไปต่างประเทศแล้วมันแก้ข่าวไม่ได้ เชื่อว่าสื่อต่างประเทศเขาไม่ได้รักประเทศไทยขนาดมาแก้ข่าวให้ เจ๊งก็เจ๊งไป วันนี้หลายคนเลยงงไปหมดว่าพยานพูดไม่ตรงกันแต่ละวัน ขอให้สื่อระมัดระวังในการเสนอข่าวด้วย      

“ผมไม่ได้กล่าวหาว่ากล้องเขาพัง ไม่พังก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพียงแต่ภาพมันไปลงที่สีลมซอย 9 ได้อย่างไรไม่ทราบ ภาพมันไม่ต่อเนื่อง แล้วพอมาสอบปากพยานกลับให้ข้อมูลไม่ตรงกับหลักฐานและภาพจากกล้องที่ตำรวจได้มา หลายครั้งพยานให้การผิดไปจากเทคโนโลยี จึงเกิดความสับสนในการสืบสวน แต่อย่างไรก็ดีการสืบสวนนั้นคือหน้าไปเรื่อยๆ แต่ไม่ขอเปิดเผยเท่านั้นเอง” ผบ.ตร. กล่าว 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก