
ปีนังรีดแวต6% ผู้ส่งออกหนุนสร้างท่าเรือสงขลา
สมาชิกผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่ใช้บริการท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย กำลังเดือดร้อนหนัก
โดย...อัสวิน ภักฆวรรณ
สมาชิกผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่ใช้บริการท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย กำลังเดือดร้อนหนัก หลังจากมาเลเซียเรียกเก็บภาษีและค่าบริการเพิ่มขึ้นเป็น 6% พร้อมเรียกเก็บย้อนหลังอีก 3 เดือน ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเงินนับสิบล้านบาท
รุ่งรัตน์ ชัยจีระธิกุล นายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการยื่นเรื่องโต้แย้งถึงประเทศมาเลเซียแล้ว หลังจากมาเลเซียได้เรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 6% ภายในประเทศ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แล้วมาตีความเก็บภาษีการขนส่งกับสินค้าของไทยที่ขนส่งสินค้าผ่านแดนที่ท่าเรือปีนังอีก 6% และยังเรียกเก็บย้อนหลังอีก 3 เดือน ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการขนส่งสินค้าจากประเทศไทย
ทั้งนี้ ทนายความได้ยื่นเรื่องโต้แย้งถึงมาเลเซีย เพื่อชี้แจงว่าเอกชนไทยส่งสินค้าผ่านแดนที่ท่าเรือปีนังนั้นเป็นเรื่องของการขนส่ง ไม่ใช่เรื่องของการค้าขาย ซึ่งทุกวันนี้ทางผู้ประกอบการไทยก็ยัง
ไม่ยอมชำระ เนื่องจากอยู่ระหว่างการโต้แย้ง ถ้าหากว่าเสียภาษีตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและนำเข้าต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลต่อปี หรือต้องเสียค่าบริการตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 30 ริงกิต หรือเกือบ 300 บาท/ตู้ โดยขนส่งผ่านท่าเรือปีนังประมาณ 1.2 แสนตู้/ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 36 ล้านบาท
“หากมาเลเซียยังคงยืนยันเก็บค่าบริการจำนวนดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการไทยที่ใช้บริการท่าเรือปีนังขนส่งสินค้าออกไปยังประเทศที่สาม และประเด็นนี้ได้รายงานต่อคณะกรรมาธิการพาณิชย์ อุตสาหกรรม และแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว เพื่อจะนำปัญหาเสนอต่อรัฐบาลเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว” นายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ กล่าว
รุ่งรัตน์ กล่าวอีกว่า การที่มาเลเซียปรับขึ้นค่าบริการครั้งนี้ หากมองในแง่บวกจะส่งผลดีต่อการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก อ.สิงหนคร จ.สงขลา และการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ ต.นาทับ อ.จะนะ เพราะผู้ประกอบการจะหันมาใช้บริการท่าเรือทั้งสองแห่งนี้มากขึ้นเนื่องจากอยู่ใกล้ สะดวกสบายต่อการขนส่ง และค่าบริการที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับท่าเรือปีนัง ดังนั้นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะต้องให้ความสำคัญกับการเข้ามาพัฒนาท่าเรือใน จ.สงขลา เพื่อให้เกิดความทันสมัย นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ รองรับการเติบโตการขนส่งสินค้าทางเรือในอนาคต
“การขยายตัวเติบโตการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ท่าเรือน้ำลึกสงขลาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงดำเนินการให้ทันสมัย ขยายพื้นที่ เพิ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีขึ้น 3 เท่าตัว เพื่อรองรับการขนส่งทางเรือ โดยจะต้องใช้งบไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ และทำงานคู่ขนานกับภาคเอกชน ตรงนี้จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลช่วยลงมาดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยรวม” รุ่งรัตน์ กล่าว
ด้าน สมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา บอกว่า ยอมรับว่าผู้ประกอบการที่ใช้บริการท่าเรือปีนังในการส่งสินค้าออกไปยังประเทศที่สามเดือดร้อน ซึ่งไทยน่าจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการพัฒนาและขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลา และให้ปลดโซ่ตรวนที่มีอยู่ เช่น สัญญาที่ทำกับผู้บริหารท่าเรือน้ำลึกสงขลาปีต่อปี ทำให้ผู้บริหารท่าเรือไม่มั่นใจ จึงไม่กล้าลงทุน รัฐบาลควรเร่งก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาเป็นคู่ขนาน เพื่อรองรับการใช้บริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะค่าขนส่งและบริการถูก และประหยัดเวลาในการขนส่ง







