posttoday
จุดอ่อนของผู้สูงอายุ

จุดอ่อนของผู้สูงอายุ

25 สิงหาคม 2558

โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ และคณะ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ และคณะ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุของไทยที่มีแนวโน้มอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้นและมีบุตรน้อยลง ซึ่งส่งผลให้พึ่งพารายได้จากลูกหลานได้น้อยลงในอนาคต ขณะที่ผลสำรวจแหล่งที่มาของรายได้หลังเกษียณของผู้บริโภคที่อายุ 40-60 ปีที่จะเข้าสู่วัยเกษียณในอนาคต พบว่า มีเพียง 10% ที่ตอบว่าจะพึ่งพาเงินจากบุตรหลาน จากกลุ่มผู้สูงอายุในปัจจุบันที่ยังพึ่งพาเงินจากบุตรหลานถึงราว 60% ขณะที่ระดับรายได้ของผู้ที่จะเข้าสู่วัยเกษียณในอนาคตคาดว่าจะลดลงราวเท่าตัว

จากผลสำรวจการคาดการณ์รายได้หลังเกษียณผู้บริโภคในกลุ่มวัยกลางคนที่มีอายุระหว่าง 40-60 ปี ซึ่งจะเข้าสู่วัยเกษียณในอีก 10-20 ปีข้างหน้า พบว่า ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่ารายได้จะลดลงไปกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทขึ้นไป คาดว่ารายได้จะลดลงมาอยู่ที่ราว 1-3 หมื่นบาท/เดือน

ระดับรายได้ที่ลดลงค่อนข้างมาก สะท้อนถึงความจำเป็นของการที่ผู้บริโภควัยเกษียณยังอาจต้องทำงานหรือเตรียมเงินออมให้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคที่จะเข้าสู่วัยเกษียณในอนาคตส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงความไม่เพียงพอของเงินออมสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณ โดยจากผลสำรวจพฤติกรรมการออมและการลงทุนพบว่า แม้ผู้บริโภคในกลุ่มอายุ 40-60 ปี ที่จะเข้าสู่วัยเกษียณในอนาคตถึงราว 60% ยังมองว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับใช้ในยามเกษียณ

แต่หากดูจากผลสำรวจในแง่จำนวนเงินออมและแนวโน้มการใช้จ่ายในยามเกษียณ พบว่า มีความไม่สอดคล้องกัน โดยผู้บริโภคในกลุ่มนี้ถึงราว 40% เห็นว่าจำนวนเงินที่จะเพียงพอสำหรับใช้จ่ายวัยเกษียณอยู่ที่ 5-10 ล้านบาท แต่เมื่อสอบถามถึงจำนวนเงินออมที่คาดว่าจะมีเมื่อถึงวัยเกษียณกลับพบว่า 65% ของผู้บริโภคกลุ่มนี้คาดว่าจะมีเงินออมไม่ถึง 5 ล้านบาท

ผู้บริโภคกลุ่มนี้ราว 40% มองว่า เงินออมที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับใช้จ่ายหลังวัยเกษียณได้ไม่เกิน 10 ปี สะท้อนถึงแนวโน้มความไม่มั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในอนาคต แม้จะเห็นว่าการออมมีความสำคัญ แต่ผู้สูงอายุมากกว่าครึ่งไม่มีการวางแผนทางการเงินเพื่อชีวิตหลังเกษียณ

ขณะที่ผลสำรวจการวางแผนทางการเงินพบว่า กลุ่มผู้บริโภคสูงอายุในปัจจุบันยังไม่ค่อยวางแผนทางการเงินมากนัก มีเพียง 37% ของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีการวางแผนทางการเงิน

อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุ 40-60 ปี ที่จะเข้าสู่วัยเกษียณในอนาคต มีแนวโน้มวางแผนทางการเงินเพื่อเตรียมเข้าสู่วัยเกษียณมากขึ้น โดยในกลุ่มนี้มีการวางแผนทางการเงินสำหรับเข้าสู่วัยเกษียณถึง 67% โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และ 60% ของผู้บริโภคในกลุ่มนี้ยังต้องการจะรักษาระดับคุณภาพชีวิตให้อยู่ในระดับเดียวกันกับวัยก่อนเกษียณอีกด้วย

ปัจจุบันมีผู้สูงอายุมีการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินน้อย โดยพบว่ามูลค่าสินทรัพย์ของครัวเรือนผู้สูงอายุไทยโดยเฉลี่ย ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียงราว 1.3 ล้านบาท ต่ำกว่าจำนวนเงินที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะต้องใช้จ่ายในอนาคตที่ประเมินไว้ว่าจะอยู่ที่ 5-10 ล้านบาท

นอกจากนี้ กว่า 80% ของสินทรัพย์เหล่านี้ยังเป็นสินทรัพย์ประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งไม่มีสภาพคล่อง ส่วนที่เหลือคือสินทรัพย์ประเภทรถยนต์ ในขณะที่สินทรัพย์ทางการเงินมีสัดส่วน 14% และหากเจาะลึกลงไป จะพบว่าครัวเรือนผู้สูงอายุของไทยมีการลงทุนค่อนข้างน้อย โดย 36% ของผู้สูงอายุลงทุนในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ 2% มีการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น กองทุน หลักทรัพย์และพันธบัตร

ขณะเดียวกัน หากมองในแง่เงินออมจะพบว่า แม้ครัวเรือนราว 70% จะมีเงินออม แต่มูลค่าเงินออมโดยเฉลี่ยยังค่อนข้างต่ำ คือราว 1.2 แสนบาท หากครัวเรือนไทยยังมีการออมและการลงทุนในระดับต่ำต่อเนื่องไป อาจส่งผลให้ความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุลดลงและไม่พอเพียงสำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มเงินออมหลังเกษียณยังมีแนวโน้มกระจุกอยู่ในรูปของเงินฝากธนาคารเป็นหลัก ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วให้ผลตอบแทนต่ำกว่าช่องทางการลงทุนอื่นๆ โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ราว 86% ยังคงเน้นการเก็บเงินไว้ในรูปของเงินฝากธนาคาร มีเพียง 15% ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า

แต่ในปัจจุบันยังมีช่องทางและรูปแบบการลงทุนอื่นๆ ให้ประชาชนเข้าถึงได้มากกว่าในอดีต อีกทั้งยังมีการเปิดขายจำนวนที่ไม่สูงนักสำหรับนักลงทุนรายย่อย และการลงทุนผ่านบริษัทจัดการลงทุน จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจการเงินในการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงบริการให้คำปรึกษาทางการเงิน เพื่อเตรียมพร้อมก่อนวัยเกษียณ ซึ่งผู้สูงอายุควรให้มีความหลากหลายมากขึ้นกว่าการออมเงินในรูปเงินฝากธนาคาร

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้สูงอายุไทยในอนาคตมีแนวโน้มกระจายการลงทุนมายังสินทรัพย์ประเภทประกันชีวิตมากขึ้น โดยผู้สูงอายุราวครึ่งหนึ่งมีการทำประกันชีวิต ขณะที่กลุ่มวัยกลางคนที่จะเกษียณอายุในอีก 10-20 ปีข้างหน้ามีการทำประกันชีวิตมากถึง 85%

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ สาเหตุของการทำประกันชีวิต พบว่า ราว 80% ของผู้สูงอายุต้องการหลักประกันให้ครอบครัว ขณะที่เพียง 22% ทำเพื่อกระจายความเสี่ยง และ 33% ต้องการความคุ้มครองในสัญญาเพิ่มเติม ขณะที่ในกลุ่มวัยกลางคนมีแรงจูงใจสำคัญมาจากสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีและต้องการหลักประกันให้ครอบครัวถึงราว 70%

ยิ่งไปกว่านั้น หากวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการที่ผู้สูงอายุในปัจจุบันไม่ทำประกันชีวิตส่วนใหญ่พบว่า ราวครึ่งหนึ่งตอบว่าไม่มีเงินเพียงพอ ราว 30% เห็นว่าผลตอบแทนไม่คุ้มค่า และราว 20% เห็นว่าผลิตภัณฑ์เข้าใจยาก ดังนั้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตสำหรับผู้สูงอายุควรเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย มีเบี้ยประกันที่ไม่แพงมาก และส่งเสริมให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้นด้วย

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน