
ผบ.ตร.ยอมรับขาดเครื่องมือทันสมัยช่วยล่าตัวมือระเบิด
ผบ.ตร. ลั่นต้องจับคนร้ายวางระเบิดให้ได้ ยอมรับขาดเครื่องมือทันสมัยช่วยการสืบสวน ประณามคนส่งข้อมูลป่วนเจ้าหน้าที่
ผบ.ตร. ลั่นต้องจับคนร้ายวางระเบิดให้ได้ ยอมรับขาดเครื่องมือทันสมัยช่วยการสืบสวน ประณามคนส่งข้อมูลป่วนเจ้าหน้าที่
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีระเบิดแยกราชประสงค์และ ท่าน้ำสาทรว่า ที่ผ่านมาตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ไม่ได้พักผ่อน ทั้งปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันปราบปรามเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมคนร้าย ส่งทีมงานติดตามสืบสวนคนต้องสงสัยทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ตามแนวทางการสืบสวนตามคำบอกเล่า และข้อมูลที่ประชาชนผู้หวังดีให้ข่าวสารถึงบุคคลต้องสงสัยว่าหลบไปพำนักก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเพื่อให้สิ้นสงสัย
“ต้องขอบคุณในความหวังดีที่พี่น้องคนไทยหวังดีให้ข้อมูลมา และขอประณามคนไทยที่หวังร้ายที่โทรศัพท์ แจ้งข่าวสาร โพสต์ข้อความผ่านสังคมออนไลน์อันเป็นเท็จสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ผู้อื่น ซึ่งในกรณีนี้ได้สั่งการไปแล้วว่าหากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง คนไทยบางพวกที่ชอบส่งข้อความเป็นเท็จ เป็นโรคจิตหรือไม่ไม่ทราบ พวกนี้สร้างงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นแจ้งเหตุเท็จ แจ้งมีวัตถุต้องสงสัย ซึ่ง 90%เป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น”ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ตอนนี้มีพยานหลักฐานอะไร ทุกหน่วยรวบรวมเก็บไว้ แลกเปลี่ยนข่าวสาร ทำงานร่วมกันตลอด มีข้อมูลที่ไม่ขอเปิดเผย การทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ถือว่าล่าช้า เพราะทำงานไม่ได้หลับได้นอน คนที่ต่อว่าโดยที่ไม่ได้ทำอะไร พวกนี้มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงความช่วยเหลือจากต่างชาติและการนำเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยในการสืบสวน ว่า ขณะนี้มีมิตรประเทศหลายประเทศให้ความร่วมมือในการสนับสนุน ขณะมีบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านเครื่องมือเหล่านี้นำเครื่องมือมานำเสนอให้ทดสอบ โดยช่วงวันที่ 22-23 ส.ค. ที่ผ่านมา หลายบริษัทนำเครื่องมือมาให้ดู เราดูว่าทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ต่อเชื่อมกับสิ่งที่เรามีหรือไม่ ขณะนี้มีหลายสิ่งที่รออยู่ มีหลายสิ่งที่ส่งไปตรวจสอบที่ต่างประเทศ อยู่ระหว่างรอตอบกลับมา ยอมรับว่าตอนนี้ยังไม่มีอุปกรณ์ ที่มีศักยภาพในการตรวจสอบ ปัจจุบันการเดินทางเข้าออกประเทศไทย ตรวจสอบ เพียง ชื่อ วันเดือนปีเกิด พาสปอร์ต แต่ปัจจุบันบางประเทศใช้ไบโอเมทริค ที่ตรวจสอบ รูปหน้า ลายพิมพ์นิ้วมือ และแววตา ขณะนี้ได้ทำเรื่องขออนุมัติจัดซื้อจัดหาไว้ใช้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ทั่วประเทศ และตำรวจทุกหน่วยสามารถใช้ได้
"ถ้ามีเครื่องมือนี้ป่านนี้รู้แล้วว่าคนที่เรากำลังตามหาเดินทางเข้าออกประเทศหรือยัง แต่ตอนนี้เราติดขัด เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเล็งเห็นความสำคัญตั้งแต่ต้นปี ท่านไปเห็นที่เกาหลีและเรียกผมไปพบว่า ตม. ควรมีเครื่องมือนี้ และสั่งการ ผมก็ดำเนินการตั้งแต่วันนั้นแต่ติดที่ระเบียบขั้นตอนกฎหมาย ขั้นตอนเยอะ โดยเฉพาะงบประมาณที่ไม่ได้ตั้งไว้ โดยจะนำค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ที่ตม. ส่งคืนคลังปีละ 5-6 พันล้าน ตัดมาสักพันล้าน เพื่อจัดซื้อ ประสานไปทั้งกระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง ก็อนุญาตให้ใช้งบฯตรงนี้ไม่รบกวนรัฐบาล โดยยอมรับว่าเครื่องมือที่มีอยู่ไม่เพียงพอเป็นอุปสรรคในการติดตามตัวคนร้าย"ผบ.ตร.กล่าว
เมื่อถามถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดที่ท่าน้ำสาทรว่าพยานหลักฐานชัดเจนพอที่จะออกหมายจับกุมผู้ต้องหาได้หรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนดำเนินการอยู่ แต่กล้องมันอยู่ไกล เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน เอาเครื่องมือที่เอกชนนำเสนอมาช่วยตรวจสอบ แต่เครื่องมือไม่สนองตอบกัน
"เราต้องไปขอความร่วมมือ ประเทศที่มีเครื่องมือ เอาเทคโนโลยีนี้ดึงภาพให้เห็นชัด แต่เราไม่มีเครื่องมือเลย ทุกวันนี้ตำรวจไทย ทำงานด้วยความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ จินตนาการ ครีเอทสถานการณ์สร้างเรื่องสร้างสตอรี่ขึ้นมา มันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ยกตัวอย่าง ทุกวันนี้เราติดตามคนร้ายจากกล้องซีซีทีมี ระหว่างทางมี 20 ตัว แต่เสียไป 15 ตัว ใช้ได้ 5 ตัว ก็กระโดดไปกระโดดมา มีส่วนที่หายไป ตำรวจมานั่งจินตนาการ ว่าตรงนั้นคืออะไร ต้องเสียเวลาสร้างจินตนาการ ตรวจสอบสิ่งที่ไม่ใช่ แต่ถ้ามีเครื่องมือที่ว่า จะสามารถบอกได้เลยว่าคนร้ายไปโผล่จุดไหนบ้าง เช่น เห็นที่ราชประสงค์ ไปโผล่สีลม แต่กล้องเสียทั้งหมด บังเอิญกล้องดุสิตธานีใช้ได้ ไปโผล่หัวลำโพง โดยเราต้องใช้ทั้งซีซีทีวี พยานและหลายอย่างประกอบเพื่อให้น้ำหนักของพยานหลักฐาน ซีซีทีวี ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย"พล.ต.อ.สมยศ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการระบุว่าหลังก่อเหตุคนร้ายเข้าเปลี่ยนเสื้อและปรากฏตัวที่ รพ.จุฬา พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ตนได้ยินข้อมูลนี้เป็นสัปดาห์แล้ว ตั้งแต่หลังเกิดเหตุเป็นข่าวว่าเปลี่ยนเสื้อเป็นสีเทา เราต้องดูพยานว่าเป็นใคร ตรวจสอบซีซีทีวีที่รพ.จุฬา ปรากฎว่ากล้องเสียหมด อย่างนี้ตำรวจเหนื่อยไหม
"จะบอกว่าผู้ต้องหาอยู่ในประเทศหรือไม่ว่าพูดไปก็เหมือนผมเดา ก็ข่าวออก โซเชียลมีเดียออกเสียขนาดนี้ เป็นคุณจะอยู่ไหม แต่วันนี้ที่ผมพูดว่ายังอยู่ในประเทศ เพราะผมไม่มีอะไรไปยืนยันว่าเขาออกไปแล้ว ถามกลับว่าข่าวออกซะขนาดนี้ เป็นผมแหกตูดไปแล้ว เป็นคุณจะอยู่ไหมล่ะ เขาก็มีมันสมอง เขาไม่โง่หรอก ผมยังไม่พูดว่าออกไปแล้ว ผมตอบไม่ได้ว่ายังอยู่ในประเทศหรือออกไปแล้ว ผมไม่เคยฟันธง ไม่เคยตัดประเด็นใดทิ้ง ไม่เคยบอกว่าเป็นเรื่องการเมือง ความขัดแย้งส่วนตัว ขัดแย้งธุรกิจ ทุกเรื่องเป็นไปได้"พล.ต.อ.สมยศกล่าว
พล.ต.อ.สมยศกล่าวอีกว่า หลายกรณีที่ตม.ตรวจพบบุคคลคล้ายผู้ต้องสงสัยเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เราก็ตรวจสอบ เช่น พบบุคคลเดินทางด้วยเครื่องบินสายการบินแอร์เอเชียไปมาเลเซียเพื่อเดินทางต่อไปออสเตรเลีย เราก็ประสานไปยังประเทศมาเลเซียตรวจสอบ เขาตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ก็ตัดทิ้งเพราะชายคนดังกล่าวสูง 185 ซม.แต่พยานที่เห็นคนร้ายระบุว่าพยานสูง 173 แต่ขณะยืนคุยคนร้ายเตี้ยกว่า เราให้ความสำคัญทุกกรณี เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมาไปดูเกสต์เฮ้าส์ โรงแรมที่ประชาชนชี้เบาะแสมาทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ต้องตรวจสอบให้สุดทาง ผ่านมาประชุมทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น ตำรวจทำเต็มที่ ขอย้ำว่าตราบใดที่มีลมหายใจเราจะตามจับให้ได้ ยังมีลมหายใจก็มั่นใจว่าจับได้ หากผมเกษียณยังจับไม่ได้ก็จะฝากคนอื่นไปจับ
เมื่อถามว่าตำรวจยังโฟกัสไปยังกลุ่มชาวอาหรับและเติร์กเมนิสถานหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ก็เห็นหนังสือพิมพ์ลงว่าชายหน้าตี๋ และจะไปบอกว่าชาวอาหรับได้อย่างไรหรือบางสื่อญี่ปุ่นก็เอาไปเขียนว่าเจอเป้ ตนยังไม่เคยเห็นเลย ถ้ามีจริงก็จะให้น้ำหนัก แต่ถ้าไม่มีจริงบางครั้งเราก็มามองหน้ากันในที่ประชุมว่าอยู่ที่ไหน อย่างสื่อต่างชาติบอกว่าได้เก็บชิ้นส่วนมาแล้วก็มามอบให้ตำรวจและจะเอามามอบให้ตน และพอมอบไม่ได้ก็บอกว่าไม่ยอมรับก็งงๆ เวลานำเสนอก็ขาดๆตอนๆ นำเสนอแต่เฉพาะช่วงที่หน่วยงานของรัฐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย และพอเอาเวอร์ชั่นเต็มๆมาดูก็ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่อีโอดีหรือพิสูจน์หลักฐานไม่ได้ทำงานสะเพร่า เขากวาดเก็บพื้นที่ทั้งหมดทุกชิ้นทุกส่วนและก็ใส่ถุงดำ เขาไม่ได้เอาไปทิ้ง เอาไปแยกที่ละชิ้นๆ
"อย่างวันที่เกิดเหตุผมได้เดินทางไปดู ผมก็ไปเจอสายไฟก็สรุปไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่อีโอดี ตนก็เรียกเจ้าหน้าที่อีโอดีมาถามว่าน่าจะเป็นอะไร เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่ใช่ อันนี้เป็นฟิวส์หลอดไฟที่แตกและตกลงมา เพราะเจ้าหน้าที่เท่านั้นที่จะตอบได้ อย่างสื่อต่างประเทศไปเก็บอะไรมาก็ไม่รู้ เก็บมาแล้วก็มาให้ตำรวจบอกว่าชิ้นส่วน คุณรู้ได้อย่างไรเป็นอีโอดีหรือ หรือคุณเรียนมา เลอะเทอะ หาเรื่อง สื่อประเภทนี้จ้องจะทำลายประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่น่าเข้ามาประเทศไทยเลย กลับบ้านไป"พล.ต.อ.สมยศ กล่าว







