
ปรับกลยุทธ์ เข้าเกียร์ต่ำสู่ผู้นำ ชิ้นส่วนรถยนต์โลก
กวีพล พันธุ์เพ็ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
กวีพล พันธุ์เพ็ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยยังไม่ฟื้นตัวแม้จะได้รับอานิสงส์จากตลาดส่งออก โดยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ปี 2015 จะอยู่ที่ 1.95 ล้านคัน แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 7.5 แสนคัน และส่งออก 1.2 ล้านคัน โดยตลาดรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มซบเซายาวถึงปีหน้า เนื่องจากปัจจัยลบในประเทศที่ค่อนข้างยืดเยื้อ
ในอนาคตอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยจะพึ่งพาการส่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตลาดรถยนต์ในประเทศได้เข้าสู่ระดับครึ่งทางของ “จุดอิ่มตัว” ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะขยายตัวด้วยอัตราการขยายตัวที่ก้าวกระโดดที่ 15-25% ดังเช่นในอดีต โดยดัชนีที่สามารถบ่งบอกถึงจุดอิ่มตัวของตลาดรถยนต์คือ อัตราการครองรถ สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วที่หลังจากที่ได้ก้าวผ่านอัตราการครองรถที่ 450 คัน/ประชากร 1,000 คน อัตราการขยายตัวของตลาดรถยนต์จะขยายได้เพียง 1-3% เท่านั้น โดยอัตราการครองรถของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 240 คัน/ประชากร 1,000 คน
ภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ในปัจจุบัน อะไรคือทางออกของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทย? ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ควรเพิ่มช่องทางการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มเติม จากการรับงาน OEM เพียงอย่างเดียว
ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยควรปรับและวางหมากกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนในการขยายตัวภายใต้การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์โลก แบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศต่างๆ เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังขยายตัวและมีความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มตลาดที่น่าสนใจคือ จีน เวียดนาม เม็กซิโก โปแลนด์ เช็ก โคลอมเบีย อิสราเอล อียิปต์ บาห์เรน คูเวต สหรัฐ สหราชอาณาจักร และสเปน เนื่องจากเป็นตลาดที่มีขนาดรถยนต์ที่ค่อนข้างใหญ่
(2) กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังขยายตัวแต่มีความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ลดลง เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนาความพร้อมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ (3) กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังหดตัวแต่มีความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้น เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่มีตลาดรถยนต์ที่ใหญ่และยังคงพึ่งพาชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าเพราะค่าแรงสูง (4) กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังหดตัวและมีความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ลดลง เช่น รัสเซีย อาร์เจนตินา และปากีสถาน ด้วยปัญหาจากเศรษฐกิจในประเทศ
ทั้งนี้ “กลุ่มตลาดเป้าหมาย” ที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไทย คือ กลุ่ม (1) ซึ่งเป็นตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังมีการขยายตัวและมีความต้องการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าเพิ่มขึ้น โดยสิ่งที่น่าสนใจตลาดกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 40% ของมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไทย ซึ่งหากผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถเจาะตลาดกลุ่มประเทศนี้ได้จะสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ไทย
เมื่อพิจารณาประเทศใน “กลุ่มตลาดเป้าหมาย” พบว่าประเทศคู่ค้าหลักๆ ในตลาดชิ้นส่วนรถยนต์ของกลุ่มดังกล่าวคือประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนี เป็นต้น โดยการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพของชิ้นส่วนรถยนต์ไทยถือเป็นอีกหนึ่งในโจทย์หินที่จะผลักดันให้ไทยก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ได้ในอันดับต้นๆ จากปัจจุบันที่ไทยเป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์อันดับที่ 13 ของโลก
ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องให้ความสำคัญกับการมองหาคู่ค้าใหม่ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการขยายตัวของอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เนื่องจากคู่ค้าโดยเฉพาะรายที่มีความต้องการรถยนต์ในประเทศสูงจะมีการพัฒนา ความพร้อมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ของอินโดนีเซียที่พึ่งพาชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าจากไทยน้อยลง เนื่องจากสามารถพึ่งพาชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศได้มากขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 15 ปี ในการสร้างความพร้อมภายในอุตสาหกรรมรถยนต์ จากสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนจากไทยที่ 3,350 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อการผลิตรถยนต์หนึ่งคันในปี 2000 ลดลงกว่า 1 ใน 3 เหลือเพียงราว 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014
ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยรายย่อยควรให้ความสำคัญกับ R&D มากขึ้น การยกระดับเทคโนโลยีการผลิตจะสร้างความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากในอนาคตมูลค่าเพิ่มของรถยนต์จะกระจุกตัวอยู่ที่ชิ้นส่วนและระบบในรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีในระดับสูง เช่น ระบบควบคุมเครื่องยนต์ ระบบควบคุมการขับเคลื่อน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในรถยนต์ และระบบความปลอดภัยในรถยนต์ โดยเมื่อมองในภาพรวมพบว่าประเทศไทยยังมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียง 0.2% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 3% ของ GDP
จากการวิเคราะห์พบว่า เบื้องหลังของปัญหาคือการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังน้อยเกินไปที่มีจำนวนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดในประเทศ โดยในปี 2012 ภาคเอกชนไทยมีสัดส่วนเพียง 59% ของค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนของญี่ปุ่นและจีนที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 74% และ 77% ตามลำดับ







