posttoday
‘หยวน’ ทุนสำรองโลก มั่นใจไอเอ็มเอฟไม่ให้รอเก้อ

‘หยวน’ ทุนสำรองโลก มั่นใจไอเอ็มเอฟไม่ให้รอเก้อ

21 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

แม้ว่าล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะออกมาส่งสัญญาณว่า สกุลเงินหยวนของจีนจะไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งในตะกร้าค่าเงินหลัก (เอสดีอาร์) ของไอเอ็มเอฟอย่างน้อยจนกว่าจะถึงปีหน้า แต่ความสำคัญของเงินหยวนที่ทวีความชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินหยวนของจีนกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของโลกในที่สุด

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะกรรมการบริการไอเอ็มเอฟมีมติอนุมัติให้ขยายเวลารูปแบบเอสดีอาร์เมื่อ 5 ปีเพิ่มเติม ทั้งที่ปี 2015 เป็นปีที่ไอเอ็มเอฟมีกำหนดพิจารณาให้ปรับเปลี่ยนค่าเงินในตะกร้าเอสดีอาร์

หมายความว่า “สกุลเงินที่สามารถใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศตามกำหนดของไอเอ็มเอฟได้ ในปัจจุบันมีสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เงินเยนญี่ปุ่น เงินปอนด์สเตอริงของสหราชอาณาจักร และสกุลเงินยูโรเท่านั้น” และจะยังไม่มีการรับสกุลเงินหยวนเข้ามาแต่อย่างใด

สำหรับฝ่ายรัฐบาลจีน ความพยายามในการผลักดันเงินหยวนให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับจีนในการแพร่ขยายอิทธิพลบนเวทีโลก

เป็นที่ทราบกันดีว่า จีนกำลังพยายามผลักดันโครงการเชื่อมต่อการคมนาคม “อภิมหาเมกะโปรเจกต์” ที่ชื่อโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 โดยจีนจะทำการฟื้นฟูเส้นทางสายไหมซึ่งเป็นเส้นทางการค้าในอดีตทั้งทางบกและทางทะเล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่างๆ

แน่นอนว่า การดำเนินโครงการเหล่านั้นต้องอาศัยทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องยากหากจะขอทุนจากสถาบันการเงินของฝ่ายโลกตะวันตกอย่าง ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ซึ่งตั้งตัวเป็นคู่แข่งกับจีนอยู่แล้ว จีนจึงจำเป็นต้องผลักดันแหล่งเงินทุนของตนเองภายใต้ชื่อ ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) เพื่อเป็นแหล่งเงินสนับสนุนโครงการฟื้นฟูเส้นทางสายไหม

เงินหยวนจึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเงินสื่อกลางในการเป็นทุนให้แก่เอไอไอบี สำหรับให้ประเทศสมาชิกกู้เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างคมนาคม ซึ่งการใช้เงินหยวนแทนเงินเหรียญสหรัฐจะทำให้จีนสามารถให้สนับสนุนทุนได้อย่างเต็มที่ ประเด็นสำคัญที่จีนต้องทำคือ  เร่งทำให้สกุลเงินหยวนได้รับการยอมรับในระดับสากลนั่นเอง

ที่ผ่านมาจีนจะพยายามสร้างความยืดหยุ่นให้แก่สกุลเงินหยวนมากขึ้นแล้วก็ตาม โดยในสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเงินหยวนกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้เนื่องจากในปี 2011 ไอเอ็มเอฟปฏิเสธที่จะให้จีนเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อยู่ในตะกร้าค้าเงิน โดยให้เหตุผลว่าสกุลเงินหยวนของจีนยังไม่ได้รับการปล่อยให้มีเสรีภาพในความเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่

ด้าน เอสวาร์ ปราสาท ศาสตราจารย์ด้านนโยบายการค้าของมหาวิทยาลัยคอร์แนล แสดงความเห็นว่า จีนมีความพยายามในการสร้างความยืดหยุ่นให้สกุลเงินหยวนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ไอเอ็มเอฟต้องพิจารณา แม้จีนจะดำเนินการอย่างช้าๆ แต่เต็มไปด้วยความมั่นคง เพื่อการก้าวเป็นส่วนหนึ่งของตะกร้าค่าเงินของไอเอ็มเอฟให้ได้

ทั้งนี้ แม้ไม่มีการวิ่งเต้นของจีน หยวนก็ควรได้รับการพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของเอสดีอาร์ได้แล้ว เนื่องจากจีนกลายเป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การใช้เงินหยวนในระดับโลกจึงเริ่มเป็นที่แพร่หลาย จึงควรพิจารณาให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ใหญ่โตของจีน

ตามข้อมูลของสมาคมโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก (สวิฟต์) ระบุว่า สกุลเงินหยวนเป็นสกุลเงินที่ใช้เพื่อการชำระเงินมากที่สุดเป็นอันดับห้าของโลก แต่มูลค่าการค้ากับจีนกว่า 27% ไม่ได้ชำระผ่านเงินหยวน

ในปัจจุบันจีนพยายามสร้างความเป็น “สากล” ให้กับหยวน ทั้งการให้เสรีในการซื้อขายหยวนออนชอร์มากขึ้นในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ในต่างประเทศทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ และกรุงลอนดอนของอังกฤษ ที่เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนเงินขนาดใหญ่ มีการออกตราสารหนี้และการลงทุนในรูปแบบสกุลเงินหยวนมากขึ้น ซึ่งรู้จักกันในชื่อพันธบัตรติ่มซำ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7.5 แสนล้านหยวนแล้ว (ราว 4.18 ล้านล้านบาท)

ก่อนหน้าการถล่มของตลาดหุ้นจีน มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของจีน ทำให้เงินหยวนเป็นที่ใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นและมีสภาพคล่องมากขึ้น

เช่นเดียวกันมีธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 60 แห่งที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่ตราในสกุลเงินหยวน มีมูลค่ารวมแล้วกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.95 ล้านล้านบาท) และถือเป็นค่าเงินที่ต่างชาติสำรองเป็นทุนมากที่สุดเป็นอันดับเจ็ดของโลกตามการอ้างของพีบีโอซี

นอกจากนี้ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 (จี7) ซึ่งถือว่าเป็นสมาคมของกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ยังมีท่าทีเห็นด้วยต่อการให้หยวนเป็นส่วนหนึ่งของตะกร้าค่าเงินของไอเอ็มเอฟแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าหยวนยังคงมีอุปสรรคสำคัญคือ การที่สหรัฐซึ่งถือเป็นคู่แข่งหลักในระดับเวทีโลกมีสัดส่วนการถือหุ้นในไอเอ็มเอฟถึง 17% ดังนั้นแม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ก็พอพูดได้ว่าสหรัฐจะขัดขวางในการเข้าไปอยู่ในตะกร้าเงินของสกุลเงินหยวน

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นหัวหอกสำคัญในการออกโรงวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่จีนควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน และเชื่อเสมอว่ารัฐบาลจีนกดค่าเงินหยวนให้มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ในการส่งออก ซึ่งทำให้คู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐเสียเปรียบ 

เนื่องจากจะทำให้จีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน สหรัฐจะส่งสินค้ามาจีนได้น้อยลง ส่งผลให้สหรัฐจะมีสภาพขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น

ด้าน เบนจามิน ฮุ้ง หัวหน้าฝ่ายบริหารประจำประเทศจีนของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด แสดงความเห็นว่า การขัดขวางไม่ให้หยวนเป็นเอสดีอาร์ต่อไป ไอเอ็มเอฟควรระวังความเสี่ยงที่ถูกลดอิทธิพล เนื่องจากในปัจจุบันการใช้หยวนสำหรับการแลกเปลี่ยนมีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น

บทบาทของไอเอ็มเอฟไม่ใช่แค่การอุปถัมภ์สกุลเงินต่างๆ หรือพัฒนาการเงินโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความมั่นคงให้กับเสถียรภาพทางการเงินและการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจโลก

การให้หยวนเป็นสกุลเงินเอสดีอาร์สำคัญต่อการพัฒนาให้เงินหยวนมีเสรีภาพมากขึ้นในขั้นตอนการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคการเงินของจีน ซึ่งเป็นที่ทั่วโลกควรได้รับเช่นกัน

ขณะที่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในฮ่องกง ระบุว่า หยวนมีโอกาสที่จะเข้าเป็นสกุลเงินเอสดีอาร์ถึง 80% ในช่วงกลางปีหน้า จากเดิมที่ราว 60% เท่านั้นในปีนี้

การผลักดันสกุลเงินหยวนเป็นหนึ่งในสกุลเงินในตะกร้าค่าเงินของไอเอ็มเอฟ จึงถือเป็นสิ่งที่ควรมีขึ้นได้แล้ว ตามความสำคัญและความแพร่หลายในการใช้หยวนที่สูงขึ้นทุกวัน การเข้าเป็นสกุลเงินในเอสดีอาร์จึงต้องเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน แม้อาจจะช้าไปบ้างก็ตาม

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน