
พยาน:คนที่ต้องคุ้มครอง
ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องยอมทุ่มครับ ต้องทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดูแลพยาน เพื่อให้คนกระทำความผิดได้รับโทษ
ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องยอมทุ่มครับ ต้องทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดูแลพยาน เพื่อให้คนกระทำความผิดได้รับโทษ
โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม
ผู้ใดผ่านไปพบเห็นฉากสังคมอันเลวร้ายที่ขัดต่อกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรมที่สุดสยอง การค้ายาเสพติด หรือแม้การฉกชิงวิ่งราวที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไปตามท้องถนน ไม่ว่าการพบเห็นจะเป็นไปโดยบังเอิญ หรือจงใจที่จะสอดส่องดูแลภัยสังคมก็ตาม แน่นอนว่า “คุณ” จะเป็นคนหนึ่งในบุคคลที่จะถูกขนานสรรพนามใหม่ว่า “พยาน”
แน่นอนว่าไม่มีใครจะชอบนักกับสำนวนที่ว่า “แกว่งเท้าหาเสี้ยน” หรือแม้กระทั่ง “หาเหาใส่หัว” นั่นคงเปรียบเปรยได้กับการที่ไม่มีใครชอบทำตัวเป็น “พยาน” ให้กับฝ่ายรัฐในการดำเนินคดีเพื่อรัดตัวผู้กระทำความผิด
เพราะทันทีที่คำว่า “พยานในคดีอาญา” ถูกประทับอยู่บนตัวใครบางคนแล้ว มันไม่ได้เป็นหลักประกันเลยว่าตัวของเขานั้นจะปลอดภัยหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ มิจฉาชีพฝั่งตรงข้ามจ้องรังควานได้ทุกขณะ
เมื่อพยานในคดีอาญาบางรายต้องติดอยู่กับปากเหยี่ยวปากกา จึงไม่แปลกที่ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไพฑูรย์ สว่างกมล ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ต้องขะมักเขม้นอยู่กับการคุ้มครองผู้ที่ถูกประทับตราพยาน ด้วยการจัดกำลังสอดส่องหาเซฟเฮาส์ชั้นยอด เพื่อปกป้องพยานที่กำลังถูกคุกคามเหมือนไข่ในหินที่เต็มไปด้วย “ความลับ”
“ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องยอมทุ่มครับ ต้องทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดูแลพยาน เพื่อให้คนกระทำความผิดได้รับโทษ” ไพฑูรย์ บอกถึงสิ่งที่เขากำลังทำ บอกให้เรารู้ว่าการคุ้มครองพยานในคดีอาญาที่ถูกคุกคามแต่ละคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และรัฐต้องจ่ายเงินจำนวนมากในการรักษาดูแลพยานดุจไข่ในหิน บางรายต้องจ่ายนับล้านบาทเพื่อคุ้มครองชีวิตของพยาน รวมทั้งจ่ายเงินชดเชยค่าเสียโอกาสจากด้านอื่นๆ อีกด้วย
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ได้ให้ความสำคัญของพยานไว้อย่างชัดเจนว่า มีสิทธิจะได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย และมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม รวมทั้งมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าใช้จ่ายชดเชยจากการคุ้มครองพยาน และเงินที่ขาดหายไปจากการมาเป็นพยานในคดีอาญา ซึ่งสิทธิเหล่านี้ยังรวมถึงการดูแลครอบครัว ลูก เมีย หรือผู้ใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องด้วย
ไพฑูรย์ อธิบายถึงการร้องขอความคุ้มครองว่า พยานสามารถร้องขอความคุ้มครองกับตำรวจได้ แต่พยานบางรายก็เกิดความไม่ไว้วางใจตำรวจ ก็สามารถร้องขอความคุ้มครองได้ที่สำนักคุ้มครองพยาน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 7 หน่วยงาน
สำหรับความผิดที่สามารถร้องขอความคุ้มครองได้ ประกอบด้วย คดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด คดีว่าด้วยการปราบปรามการฟอกเงิน คดีว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
คดีศุลกากร คดีเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ คดีความผิดเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และคดีที่สำนักงานคุ้มครองพยานเห็นว่าสมควรให้ความคุ้มครอง
ไพฑูรย์ บอกว่า หากพยานมาขอความคุ้มครอง สำนักคุ้มครองพยานจะใช้เวลาอย่างเร็วที่สุด 2 วัน แต่ไม่เกิน 9 วัน ในการตรวจสอบข้อมูล หากพบว่าพยานถูกข่มขู่คุกคามจริงก็จะเข้าคุ้มครองทันที
อย่างไรก็ตาม หากพยานยังคิดว่าไม่ได้รับความปลอดภัย ขั้นตอนต่อไปก็อาจจะต้องจัดหาเซฟเฮาส์ในพื้นที่อื่นให้อยู่ พร้อมกับจัดตำรวจดูแลแทน หากพยานยังไม่มีความปลอดภัยก็จำเป็นที่จะต้องย้ายพยานมาดูแลในส่วนกลาง และใช้กำลังของสำนักคุ้มครองพยานดูแลแทน โดยใช้เซฟเฮาส์ที่ดีที่สุดในการรักษาความปลอดภัย
“ทุกวันนี้เรามีกองกำลังเหมือนถังออกซิเจนเล็กๆ อยู่ 22 คน ในจำนวนนี้ 3 คนเป็นผู้หญิง เจ้าหน้าที่คุ้มครองพยานของเราจะมีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง รวมทั้งการหาเซฟเฮาส์ที่ปลอดภัยที่สุดให้กับพยาน”ไพฑูรย์ บอก
เมื่อพยานถูกนำตัวมาดูแล จะต้องเปลี่ยนเซฟเฮาส์ในทุกๆ 2-3 เดือน เพื่อความปลอดภัย และไม่เป็นเป้าหมายของคนในชุมชน ระหว่างที่ดูแลรักษาพยานนั้นจะถูกห้ามติดต่อกับใคร แม้กระทั่งใช้โทรศัพท์ก็ต้องพูดเป็นภาษากลางเท่านั้น
ปัญหาของการนำตัวพยานไปอยู่ในเซฟเฮาส์ก็คือ ความเป็นคนไทย หากมองในแง่บวกคนไทยชอบช่วยเหลือ และสอดส่องดูแลผู้ที่มาอยู่ใหม่ แม้ว่าเราจะปลอมตัวแล้วทั้งเจ้าหน้าที่และพยาน แต่ก็มักถูกสอบถามจากชาวบ้าน ถามโน่นถามนี่ จึงทำให้เราต้องเปลี่ยนเซฟเฮาส์บ่อยครั้ง
เขาเล่าว่า การทำงานทุกอย่างของสำนักคุ้มครองพยานถือเป็นความลับสุดยอด หากเจ้าหน้าที่คนไหนทำความลับรั่วไหลจะมีโทษ การคัดเลือกเจ้าหน้าที่เข้ามาคุ้มครองพยานจะคัดเลือก “คนที่ไว้ใจได้” ส่วนใหญ่จะคัดเลือกจากตำรวจหรือทหารก่อน เนื่องจากมีความรู้พื้นฐาน
แม้แต่ละคนจะมีพื้นฐานการใช้อาวุธ หรือมีความรู้ด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์มาแล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่แต่ละคนยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาในการอยู่ร่วมกับพยานเป็นสำคัญที่สุด และตามหลักการจึงต้องนำตัวพยานไปพบจิตแพทย์ทุก 3 เดือน หรือพาไปเที่ยวเพื่อผ่อนคลายบ้าง
“หลายคนอาจจะคิดว่าการดูแลพยานเหมือนกับดูแลวีไอพีทั่วไป ทั้งที่มันแตกต่างกันมาก เพราะวีไอพีเราไม่สามารถคอนโทรลเขาได้ แต่เราคอนโทรลพยานได้ ผมจึงกำชับกับเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าการดูแลพยานไม่จำเป็นต้องใส่ซาฟารีหรือแจ็กเกตเหมือนในหนัง แต่เจ้าหน้าที่ต้องกลมกลืนกับคนที่เราคุ้มครอง” ไพฑูรย์ กล่าว
แม้ว่าที่ผ่านมาการคุ้มครองพยานของ ไพฑูรย์ยังคงเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทุกวันนี้เขากำลังเจอปัญหาใหม่ที่คาดไม่ถึง เขาบอกว่า เมื่อพยานในคดีอาญาคนใดก็ตามที่เข้าสู่แผนการคุ้มครองแล้วจะได้รับค่าตอบแทน ค่าที่พัก และค่าเสียโอกาส พูดโดยรวมก็คือ ผู้ที่ต้องมาอยู่ในเซฟเฮาส์จะได้รับเงินจากรัฐเดือนละ 1.2 หมื่นบาท และผู้ที่เกี่ยวข้องในครอบครัวก็จะได้รับการชดเชยเช่นเดียวกัน
เขาบอกว่า ปกติแล้วเราจะคุ้มครองไปจนกระทั่งคดีสิ้นสุด หากพยานปลอดภัยเราก็ไม่ต้องรักษาความปลอดภัย เพื่อประหยัดงบประมาณในการดูแลพยานรายอื่นๆ เนื่องจากทุกวันนี้เรามีพยานที่ต้องดูแลความปลอดภัยมากถึง 1,559 คน
ทุกวันนี้ยังไม่มีพยานที่อยู่ในความ|คุ้มครองรายใดที่ได้รับอันตราย และสำนักคุ้มครองพยานเชื่อว่าการรักษาความปลอดภัยที่เต็มไปด้วยชั้นความลับ จึงไม่น่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับพยานในอนาคต!!!







