
ปั่นเพื่อแม่ ยิ่งใหญ่ แต่ควรต่อยอด
โดย...อานิก
โดย...อานิก
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับรางวัลGuinness World Record ที่มีขบวนจักรยานพร้อมกันใหญ่ที่สุดในโลกในงาน “bike for MOM ปั่นเพื่อแม่”
นับเป็นกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่มาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจักรยานพระที่นั่งพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา นำขบวนที่รวมทั้งประเทศแล้วร่วม 3 แสนคัน ปั่นเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมใจคนไทยทุกหมู่เหล่า ทั่วทุกภูมิภาคยังความปลื้มปีติแก่เหล่าพสกนิกรที่ได้มีส่วนร่วม ไม่ว่าจะปั่นจักรยาน เชียร์อยู่ข้างทาง หรือชมการถ่ายทอด
ขอชื่นชมผู้ริเริ่มเป็นอย่างยิ่ง ทว่าโครงการนี้ควรยิ่งใหญ่กว่ากิจกรรม “ครั้งเดียวจบ” มิใช่งานอีเวนต์ (Event) ทั่วๆ ไป ที่มักลงทุนมากมายจนทำให้เกิดธุรกิจใหม่เรียกว่า Event Organiser เป็นการใช้งบประมาณ (ภาครัฐและเอกชน) ที่ส่วนใหญ่ฟุ่มเฟือยถึงขนาดที่ธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งควบคุมการใช้บริการอย่างเข้มงวด!
ความยิ่งใหญ่จะยั่งยืน หาก bike for MOM จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างถาวร
ในระดับปัจเจก หากคนไทยมีแรงบันดาลใจปั่นจักรยานออกกำลังกายเป็นประจำ และหันมาใช้จักรยานทำธุระในชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็จะลดความแออัดบนท้องถนนและมลพิษที่ตามมา อีกทั้งประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นเศรษฐกิจพอเพียงด้วย แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายรัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจังต่อเนื่อง
ในระดับเมือง ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากที่สุด ตั้งแต่ปรับปรุงบริการและเครือข่ายขนส่งมวลชนต่างๆ ไปจนถึงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้จักรยาน
3 ปัจจัยที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมการใช้จักรยาน ได้แก่ พื้นที่ราบเรียบปั่นง่าย การรวมกลุ่มของประชาชน และความเห็นด้วยของฝ่ายการเมืองที่วางแผนและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจักรยาน
แค่ Bike Lane ยังไม่พอ! กทม.ดี ที่ราบเรียบแม้จะมีสะพานสูงบ้าง แต่เสีย ที่อากาศร้อน จึงควรปลูกต้นไม้รายเรียงและจัดให้เกิดร่มเงา เพื่อให้บรรยากาศร่มรื่นพอปั่นตอนกลางวันได้ โดยเฉพาะในอนาคตหากรถในถนนมีน้อยเพราะคนหันไปใช้ขนส่งมวลชนที่สะดวกและประหยัดกว่า ซึ่งรัฐควรจูงใจโดยเพิ่มภาษีการใช้รถส่วนตัวด้วย
ประเทศที่โดดเด่นที่สุดในการใช้จักรยานคือ เนเธอร์แลนด์ ที่ในเมืองใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัมและกรุงเฮกกว่า 70% ของการเดินทางไปด้วยจักรยาน
ประเทศเนเธอร์แลนด์เคยใช้รถยนต์กันแพร่หลายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีอุบัติเหตุบ่อยทำให้เด็กเสียชีวิตจำนวนมาก จึงเกิดการรณรงค์ในหมู่ประชาชนให้เด็กได้ใช้จักรยานอย่างปลอดภัย กอปรกับวิกฤตน้ำมันขาดแคลนและราคาแพงมากช่วงทศวรรษ 1970 รัฐบาลจึงหันมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจักรยาน แทนการพัฒนาเมืองแบบที่รถยนต์เป็นศูนย์กลาง เช่น สร้างเครือข่ายทางจักรยาน ซึ่งปัจจุบันทั้งประเทศมีเกือบ 3.5 หมื่นกิโลเมตร (กม.) รัฐใช้งบประมาณปีละ 400 ล้านยูโร ในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานจักรยาน
ในเมืองใหญ่จะมีถนนสำหรับจักรยานโดยเฉพาะสองเลนสวนกัน พื้นเนียนเรียบ กว้างพอที่จะวิ่งคู่และแซงกันได้ ล่าสุดก็มีแผนขยายเส้นทางระหว่างเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาการท่องเที่ยวด้วย มีระบบการดูแลที่ทางแยกทุกจุด มีที่จอดจักรยานทุกหนทุกแห่ง และมีการออกแบบให้เส้นทางจักรยานตรง-เร็วกว่าการใช้รถยนต์ เป็นต้น
วัฒนธรรมจักรยานที่น่าสนใจ เช่น การใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ไปโรงเรียน ไปทำงาน จ่ายตลาด จนถึงเที่ยวบาร์และโรงละคร เขาไม่มีค่านิยมการซื้อจักรยานหรูๆ มาประกวดกัน เขาไม่ใส่หมวกกันน็อก กฎหมายไม่บังคับ มีแต่เด็กๆ นักกีฬา กับนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่ใส่
ถึงแม้มีอุบัติเหตุบ้าง แต่เนื่องจากวัฒนธรรมและกฎกติกาที่ให้ความสำคัญกับจักรยาน เขาจึงมั่นใจในความปลอดภัยอาทิ ที่วงเวียนรถยนต์จะต้องเป็นฝ่ายรอให้จักรยานไปก่อนทุกโรงเรียนต้องสอนวิธีขับขี่จักรยานอย่างถูกต้อง ถนนไหนจักรยานต้องอยู่ร่วมกับรถก็จะจำกัดความเร็วรถ และมีป้ายที่เขียนว่า “ถนนจักรยาน : รถยนต์เป็นแขก”
แม้จะดูแลจักรยานอย่างดีมาก แต่เนเธอร์แลนด์ใช้งบประมาณกับจักรยานไม่มากเลย ราว 0.04 ยูโร/กม. เทียบกับรถยนต์ 0.22 ยูโร/กม. (ข้อมูล Netherlandsbynumbers.com) ไม่นับต้นทุนแฝงของรถยนต์ที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพด้วย
ความยั่งยืนของกิจกรรม “ปั่นเพื่อแม่” น่าจะรวมถึงมาตรการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยไม่ต้องเปลี่ยนมาใช้จักรยานก็ได้ เพราะบ้านเราอากาศร้อน!
ยังมีอีกแนวเป็นโครงสร้างพื้นฐาน IT ที่น่าทึ่ง ในประเทศฟินแลนด์กรุงเฮลซิงกิได้พัฒนาระบบบริการรถตู้ที่เรียก Kutsuplus สำเร็จแล้ว ลูกค้าสามารถแจ้งจุดที่จะขึ้นและจุดหมายปลายทางทางโทรศัพท์ Smartphone ความต้องการทั้งหมดถูกรวบรวมและจัดสรรว่าเส้นทางไหนจะเหมาะสมกับผู้โดยสารแต่ละคนที่สุด ระบบนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินทางหลายต่อ เพราะราคาถูกกว่าแท็กซี่แต่แพงกว่ารถเมล์-รถไฟฟ้า เขาจะต่อยอดสร้างระบบ เพื่อให้คนเลิกคิดจะมีรถภายใน 10 ปี!! ด้วยระบบการเดินทาง “จุดต่อจุดตามความต้องการ”(point-to-point “mobility on demand” system)
ถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายบริหารจะต้องสร้าง - ฝ่ายการเมืองต้องขาย - วิสัยทัศน์ก้าวไกลทั้งสองแนว อาจเป็นแรมปีกว่าจะทำสำเร็จ แต่หากเป็นโครงการต่อยอด “ปั่นเพื่อแม่” ก็ไม่น่าจะไกลเกินจริง และเป็นการ “ทำเพื่อแม่” เพื่อถวายความจงรักภักดีที่ยั่งยืนด้วย
ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด







