posttoday
ชีพจร ศก.โลก 2010ครึ่งแรกแรงยังดี ครึ่งหลังปีมีเสี่ยง

ชีพจร ศก.โลก 2010ครึ่งแรกแรงยังดี ครึ่งหลังปีมีเสี่ยง

12 กรกฎาคม 2553

เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ขึ้นมา

เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ขึ้นมา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ขึ้นมา ซึ่งสวนทางกับบรรยากาศของความสิ้นหวังในหลายภูมิภาค ที่ไร้วี่แววของสัญญาณการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยได้อย่างมั่นคง ขณะที่บางภูมิภาคกลับเผชิญกับวิกฤตการณ์ซ้ำซ้อน

วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความกังวลมากที่สุด รองลงมาคือสภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งยังอยู่ในอาการลูกผีลูกคน ตามมาด้วยเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ตกอยู่ในภาวะอัมพาตไปเรียบร้อยแล้ว จากปัญหาเงินฝืดที่หวนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง

ที่น่าตกใจก็คือ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ล้วนแต่เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 2 และ 3 ของโลก

แต่ในช่วงครึ่งปีแรกยังเคราะห์ดีที่เศรษฐกิจโลกได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวอย่างคึกคักของเศรษฐกิจจีน และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย และตลอดทั้งปีนี้ เอเชียจะคอยเป็นแรงหนุนให้กับเศรษฐกิจโลกต่อไป

ไล่เรียงตั้งแต่จีน ที่คาดว่าจะโตถึง 10.5%ในปีนี้ ตามมาด้วยอินเดีย 9.4% และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ 6.4%

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือการปรับตัวเลขคาดการณ์ครั้งนี้ เป็นการปรับจากตัวเลขเดิมที่ให้ไว้เมื่อเดือน เม.ย. ซึ่ง

ชีพจร ศก.โลก 2010ครึ่งแรกแรงยังดี ครึ่งหลังปีมีเสี่ยง

เป็นระยะเวลาห่างจากการปรับตัวเลขครั้งล่าสุดไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งหมายความว่า ไอเอ็มเอฟ อาจมองเห็นปัจจัยระยะสั้นที่ทำให้ตัดสินใจปรับตัวเลขในด้านบวกขึ้น ในสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย

หมายความว่า ในระยะไม่ถึง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ หากมีปัจจัยระยะสั้นที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจโลกไม่ว่าจะด้านบวกหรือด้านลบ ตัวเลขคาดการณ์อาจปรับเปลี่ยนอย่างกะทันหันอีก

หากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียคือแรงกระตุ้นที่ยังเหลืออยู่ของเศรษฐกิจโลก ภูมิภาคที่จะต้องจับตาปัจจัยลบเป็นพิเศษคือ เอเชีย เพราะปัจจัยลบที่อยู่ในสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

ปัญหาในเอเชียที่น่าวิตกที่สุด คือการขยายตัวอย่างร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน จนบ่มเพาะภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์

สำหรับปัญหาฟองสบู่ของจีนเป็นปัญหาเฉพาะของเอเชียที่ยังหาทางออกไม่ได้ เพราะวิวาทะของต้นตอปัญหาและการถกเถียงว่า ฟองสบู่ของจีนจะแตกหรือไม่ หรือมีจริงหรือไม่ยังไม่ได้ข้อสรุป

แม้ว่าจะมีรายงานล่าสุดว่า จีนคงได้เปรียบดุลการค้ามหาศาล แต่ตัวเลขดังกล่าวรวบรวมขึ้นก่อนที่จีนจะปล่อยค่าเงินหยวนให้ยืดหยุ่น

นอกเหนือจากจีนแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงในระยะยาวเช่นกัน แม้จะเป็นภูมิภาคที่จะขยายตัวอย่างคึกคักตามตัวเลขคาดการณ์ของ ไอเอ็มเอฟ และยังมีดาวรุ่งอย่างอินโดนีเซียและเวียดนามมาช่วยเสริมความคึกคัก ทว่า ในระดับโครงสร้าง เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความเปราะบางไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศมากเกินไป

การพึ่งพาทุนจากต่างประเทศมากเกินไปจะกลายเป็นความเสี่ยง หากเสถียรภาพในประเทศนั้นๆ สั่นคลอนขึ้นมา ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้ คงมีเพียงไทยและฟิลิปปินส์เท่านั้นที่เป็นตัวบั่นทอนความั่นคงในภูมิภาคนี้

กระนั้นก็ตาม ทุนต่างประเทศอาจชักเข้าชักออกอาเซียน เพราะสถานการณ์ในยุโรปยังคาดเดาได้ยาก ซึ่งนัยหนึ่งอาจเป็นเหตุผลให้ทุนไหลเข้ามายังภูมิภาคที่มั่นคงกว่า คือ เอเชีย ทว่าในขณะเดียวกัน ทุนอาจสงวนท่าทีเพื่อรอให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมั่นคงขึ้น

หากวิกฤตการณ์ในยุโรปเริ่มแสดงแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี จะสามารถชี้ให้เห็นถึงทิศทางการลงทุนในเอเชียได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่คล้ายคลึงกันในขณะนี้ คือธนาคารกลางในเอเชียเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ออสเตรเลีย มาเลเซีย เพื่อรองรับกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับปัญหาเงินเฟ้อ

การขึ้นดอกเบี้ยย่อมหมายถึงการติดเบรกให้กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหมายความว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี การขยายตัวของเอเชียอาจช้าลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก แต่จะไม่ถึงขั้นที่อ่อนแรงไปเสียทีเดียว

ที่สำคัญก็คือ กระแสการขึ้นดอกเบี้ยในเอเชียออกมาภายหลังจากที่ ไอเอ็มเอฟ ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าในช่วงครึ่งหลังของปี มีโอกาสที่ตัวเลขเศรษฐกิจในเอเชียจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์นี้ชี้ถึงความเป็นไปได้เฉพาะช่วงครึ่งหลังของปีนี้เท่านั้น

เพราะในระยะยาว เอเชีย และตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกจะเป็นแรงส่งให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกต่อไปในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บราซิล หรือแม้กระทั่งตุรกี ด้วยอัตราการขยายตัวถึง 510%

เศรษฐกิจที่มีโอกาสขยายตัวคึกคักที่สุดในโลก คือ จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันหลักของเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ