
ทำไมจีนลดค่าเงิน
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
หลังจากที่ทางการจีนประกาศลดค่าเงินลงมาประมาณ 5% เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเห็นข่าวที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียและในสื่อมวลชนบางแห่งแล้ว ต้องยอมรับความสามารถในการสร้างทฤษฎีว่าด้วยการลดค่าเงินครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง
ทฤษฎีที่เผยแพร่กันมีตั้งแต่การลดค่าเงินเพราะจีนต้องการดัดหลังกองทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าส่งเงินที่ได้มาจากการขายหุ้นกลับประเทศ การที่จีนต้องการปลดปล่อยเงินหยวนที่ผูกอยู่กับเงินดอลลาร์เพื่อให้เงินหยวนมีบทบาทในการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นแทนเงินดอลลาร์ อเมริกาต้องการบีบให้เงินหยวนลดค่า (ทำไมไม่ทราบ) ไปจนกระทั่งถึงการเปิดสงครามทางการเงินระหว่างอเมริกา จีน และยุโรป
ถ้าให้ผมช่วยจินตนาการด้วย คือ จีนกลัวว่าจะขาดทุนจากสินทรัพย์ที่ถืออยู่มากมายในสหรัฐ เลยลดค่าเงินตัวเองลงเพื่อทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่ถืออยู่ในรูปดอลลาร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อตีมูลค่ากลับเป็นเงินหยวนอะไรทำนองนี้
แต่ผมเชื่อง่ายๆ ตรงไปตรงมาว่า จีนลดค่าเงินเพราะขายสินค้าไม่ออก ยอดการส่งออกสินค้าไปขายในต่างประเทศลดลง 14-15% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถ้าปล่อยให้สถานการณ์เลื่อนไหลไปตามธรรมชาติ โอกาสที่รัฐบาลจีนจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นร้อยละ 7 ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2015 ก็คงเหลือน้อยเต็มที ทั้งๆ ที่เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นเป้าหมายที่ได้ลดลงจากปกติแล้ว โดยอ้างว่าเพื่อทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ และจีนไม่ปรับตัวเลขง่ายๆ เหมือนบางประเทศ
เพราะฉะนั้น การลดค่าเงินหยวนก็เพื่อให้จีนสามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น หรือถ้าไม่เพิ่มอย่างน้อยให้สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้
สาเหตุที่จีนต้องใช้วิธีการลดค่าเงินเพื่อให้ขายสินค้าไปต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ประการแรกเพราะเท่าที่ผ่านมาจีนผูกค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์ เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นโดยต่อเนื่องก็ทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ทำให้สินค้าจีนมีราคาแพงขึ้นในตลาดหลักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของจีน
สาเหตุประการที่ 2 คือ ค่าแรงงานของจีนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 14% ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานในประเทศคู่แข่งที่ผลิตสินค้าไปขายในตลาดเดียวกันอย่างบราซิลเพิ่มขึ้น 7.2% ฟิลิปปินส์ 59% เกาหลี 6.6% เท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย
ค่าแรงงานของจีนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ต่ำกว่าไทยประมาณ 30% แต่ปัจจุบันในเมืองใหญ่ๆ กลับมาแพงกว่าไทยประมาณ 20-30% ทำให้บริษัทข้ามชาติในสหรัฐและยุโรปย้ายฐานการผลิตไปประเทศแม่ เพราะถ้ารวมต้นทุนการผลิตในจีนกับค่าขนส่งสินค้ากลับไปกลับมาจากจีนแล้ว ต้นทุนรวมไม่แตกต่างกันมากเหมือนในอดีต เพราะค่าจ้างแรงงานในประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้ว่าจะยังสูงกว่า แต่อัตราการเพิ่มต่ำเพียง 2-3% ต่อปีเท่านั้น
สาเหตุประการที่ 3 คือ ปัญหาด้านคุณภาพของสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ไว้วางใจสินค้าจากจีน ยกเว้นแต่จะเป็นสินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ของผู้ผลิตในระบบ OEM จากต่างประเทศ ทำให้ปริมาณการขยายตัวของสินค้าจีนในต่างประเทศลดลง
สาเหตุสุดท้ายคือ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศอื่นที่คงความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตอยู่ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาหลี โดยเฉพาะเกาหลีนั้น สามารถสร้างแบรนด์สินค้าที่มีคุณภาพของตนเองออกมาขายในตลาดโลก ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และอุปกรณ์ไอทีต่างๆ แข่งขันกับประเทศตะวันตกได้ทั่วโลก ในขณะที่จีนเองยังเป็นผู้ผลิตตามคำสั่งเป็นหลัก
เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการสินค้าจีนลดลง ทั้งผู้ผลิตต้นแบบเจ้าของแบรนด์ยังสามารถย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ต้นทุนถูกกว่า หรือได้เปรียบด้านการขนส่งอย่างเช่นประเทศในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศเม็กซิโก เพราะชุมชนชาวอเมริกันที่พูดภาษาสเปนนับวันจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการสินค้าจากจีนลดลง
เพราะฉะนั้นการลดค่าเงินของจีนก็ด้วยเหตุผลง่ายๆ ตรงไปตรงมาเหมือนที่หลายๆ ประเทศเคยทำมา คือ ลดค่าเงินเพื่อให้ขายสินค้าได้มากขึ้นในต่างประเทศ ไทยเองฟื้นตัวได้เร็วหลังวิกฤตการเงินเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพราะเงินบาทลดค่าลง 30-40% ทำให้การส่งออกขยายตัวปีละ 15-20% ต่อเนื่องกันหลายปี และไทยก็เปลี่ยนการผูกค่าเงินไว้กับเงินดอลลาร์ มาใช้การผูกค่าเงินกับเงินตราหลายๆ สกุลจนถึงทุกวันนี้
ดูๆ ไปแล้วจีนใช้มาตรการเดียวกันไหมตอนนั้น เพียงแต่เขาทำก่อนเกิดวิกฤตและเป็นการทำด้วยสมัครใจไม่มีใครบังคับ และยังมีเงินสำรองจำนวนมากมายนับล้านล้านดอลลาร์หนุนหลัง ไม่อย่างนั้นคงเกิดปัญหาเงินไหลออกและเงินทยอยขาดเสถียรภาพเหมือนเงินบาทไทยตอนนั้นไปแล้ว
ทั้งหมดที่เล่าสู่กันฟัง แค่อยากให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาสาเหตุการลดค่าเงินของจีนแบบไม่ต้องใช้จินตนาการมากมาย ตามผู้ที่เชียร์จีนหรือเชียร์อเมริกาวาดภาพไว้จนน่ากลัว และความจริงถ้าเขาทำสงครามการเงินกันจริงๆ เราคงได้แต่ดูและพยายามรักษาเนื้อรักษาตัว อย่าเข้าไปยุ่งกับเขาจะดีที่สุด
ตรงนี้แหละครับที่น่าจะคิดว่า ทำอย่างไรเพื่อจะรักษาตัวให้อยู่รอดในยามที่แต่ละประเทศ แม้แต่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนเขาก็ออกมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศเขา ไม่มีใครห่วงใยช่วยเหลือใครอย่างที่จินตนาการกันไปหรอกครับ ว่าไปแล้วจีนกับอเมริกานั้นผูกพันกันมากกว่าใครทั้งสิ้น เพราะจีนคือโรงงานผลิตสินค้าให้อเมริกา เป็นนักลงทุนรายใหญ่รายหนึ่งในอเมริกา เป็นประเทศที่ถือหลักทรัพย์ที่รัฐบาลอเมริกาออกมากที่สุด และก็เป็นผู้บริโภคสินค้าอเมริการายใหญ่ทุกด้านรายหนึ่ง
ในทางกลับกัน อเมริกาก็เป็นตลาดรองรับสินค้าจากจีนที่ใหญ่ที่สุด เป็นนักลงทุนทางตรงรายใหญ่ เป็นนักลงทุนในตลาดทุน และเป็นแหล่งความรู้ด้านการศึกษาและเทคโนโลยีของจีนเมื่อเร็วๆ นี้มีอุบัติเหตุสารเคมีระเบิดในนครเทียนจินของจีน บางคนจินตนาการไปว่าเป็นการสั่งสอนจีนของอเมริกา ซึ่งความจริงมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยของจีนนั้น ก็ทราบกันอยู่ว่าถึงแม้จะมีมาตรการดูแลเข้มงวดบนกระดาษ แต่การปฏิบัตินั้นค่อนข้างหละหลวม อย่างข่าวเรื่องบันไดเลื่อนดูดคนในห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
จะเห็นว่าอเมริกากับจีนนั้นมีการปะทะคารมกันบ่อยๆ แต่ไม่เคยมีการลงไม้ลงมือกันแม้แต่ครั้งเดียวหลังสงครามเกาหลีเป็นต้นมา เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะตอบโต้สร้างความเสียหายให้กันและกันจนย่อยยับไปด้วยกัน ทั้งผลประโยชน์ที่มีร่วมกันก็สูงมากมหาศาลจนไม่คุ้มที่จะก่อสงครามกัน โดยเฉพาะจีนนั้นไม่ได้มีศักยภาพที่จะก่อสงครามนอกชายแดนหรือนอกบริเวณเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากจีนไม่ได้มีนโยบายขยายอำนาจทางทหารไปทั่วโลกเกินกว่าความจำเป็นที่จะป้องกันตัวเองเหมือนอเมริกา
เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เชื่อเรื่องสงครามการเงิน หรือสงครามด้วยการใช้กำลังระหว่างจีนกับอเมริกาตามข่าวคราวที่ปรากฏ และมองว่าการลดค่าเงินของจีนครั้งนี้ เป็นเพียงการลดค่าเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ทำให้ราคาสินค้าจีนถูกลงจะได้ขายได้มากขึ้น เศรษฐกิจจะได้ขยายตัวขึ้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7% ในปีนี้ และวิธีการคือการยกเลิกการผูกค่าเงินของตนไว้กับดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทุกวัน และจะแข็งค่าขึ้นอีกเมื่อธนาคารกลางสหรัฐปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น
ว่าแต่ว่าไทยได้ทำอะไรบ้างหรือยัง เพื่อแก้ไขปัญหาส่งออกไม่ได้ อัตราการขยายตัวติดลบมาหลายเดือนแล้ว อันนี้แหละครับน่าเป็นห่วงมากกว่าจีนและอเมริกาจะทำสงครามกันหรือไม่







