
อนาคตประเทศไทย? ใครกำหนด?
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ
ประชาชน?
จริงหรือไม่?
ประเทศไทยมีการปฏิรูปมาหลายครั้งแต่ไม่มีความต่อเนื่อง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่ตลอดเวลา ทำให้การพัฒนาที่เดินหน้ามาด้วยดีต้องสะดุดหยุดลงแล้วก็เริ่มต้นใหม่ เป็นอย่างนี้เรื่อยมา
แต่น่าเสียดายที่ไทยไม่เคยเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส จึงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องนับหนึ่งใหม่ บางครั้งก็ถอยหลังไปตั้งหลักกันใหม่เลยไปไม่ถึงไหนเสียที
การเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าเราหยุดนิ่งก็เหมือนถอยหลัง เพราะคนอื่นเขาเดินหน้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราตามหลังเขาเราก็เสียเปรียบ
จากประสบการณ์ที่ได้ศึกษาและทำงานทั้งในและต่างประเทศ ในภาคธุรกิจเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาล นิติบัญญัติและตุลาการ มากกว่า 30 ปี ทำให้เห็นภาพรวม กลไก บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันของสถาบัน หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ
หลังจากเกษียณจากหน้าที่เหล่านี้ ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกทางด้านบริหารจัดการน้ำที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งต้องมีการทำ Literature Review ต้องค้นคว้าหาข้อมูลและวิเคราะห์ผลการวิจัยของผู้อื่นที่ได้เคยทำวิจัยไว้ จากหนังสือ ตำรา บทความ บันทึกประวัติศาสตร์ รายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถิติและวิทยานิพนธ์ที่เคยมีการทำการศึกษาวิจัยและรวบรวมไว้แล้ว เป็นต้น
จากการศึกษาทำให้เห็นแนวคิด การเปลี่ยนแปลง จุดอ่อนช่องว่างของการบริหารราชการแผ่นดิน ความไม่เชื่อมโยงกันของนโยบายและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาแบบเดินไปข้างหน้าไม่เคยเหลียวมาดูข้างหลังว่าสิ่งที่ทำไปแล้วแก้ปัญหาได้หรือไม่อย่างไร คิดเองทำเองโดยไม่สนใจกระบวนการมีส่วนร่วมและความต้องการของประชาชน มองข้ามประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซากจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตย” โดยคนรุ่นใหม่ที่ได้ไปเรียนรู้จากต่างประเทศกลับมาก็อยากจะเอาแบบอย่างการเมืองการปกครองจากต่างประเทศมาใช้ โดยไม่ได้คำนึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี และภูมิปัญญาไทย ทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด มีการยึดอำนาจ ปฏิวัติรัฐประหารมากมายหลายครั้ง
ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน
ทำไมประชาธิปไตยไทยไม่ไปไหน ?
คำตอบ คือ ประชาธิปไตย มาจากคำว่า ประชาชน + อธิปไตย
ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
แต่อำนาจอธิปไตยต้องมาพร้อมกับจิตสำนึก หน้าที่ ความรับผิดชอบ ต่อประเทศชาติและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ควรเป็นกรอบกฎหมาย ไม่ใช่ประมวลกฎหมายวิธีปกครองประเทศ
ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาจากประชาชน เพราะสภานิติบัญญัติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เคยมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และไม่มีความผูกพันหรือเชื่อมโยงกับประชาชนเลย การลงประชามติก็เป็นพิธีกรรมที่ทำให้สามารถอ้างได้ว่าผ่านความเห็นชอบจากประชาชนแล้วเท่านั้น เหมือนฉบับธงเขียวที่บอกให้ประชาชนรับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ไขได้และกลายเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญจนเกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
หากเอารัฐธรรมนูญทุกฉบับมาวิเคราะห์ดู จะพบว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้มานั้นเขียนขึ้นมาไม่ได้คำนึงถึงความเป็นไทย ใช้หลักการ วิธีการ หรือลอกมาจากต่างประเทศ ทำให้รัฐธรรมนูญผิดธรรมชาติ อะไรที่ผิดธรรมชาติและไม่สามารถปรับตัวเองได้หรือแก้ไขได้ก็จะต้องตายไป รัฐธรรมนูญของไทยจึงต้องถูกล้มล้างอยู่ตลอดเวลา
ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะคลอดในอีกไม่กี่วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ร่างแรกที่ปรากฏออกมาก็น่าตกใจ พอกลับไปแก้ไขปรับปรุงใหม่ถึงแม้จะดีขึ้นแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ดี เพราะอาจยังมีเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการนองเลือด เหมือนรัฐธรรมนูญ 2534 ที่เขียนไว้เพื่อให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตพฤษภาทมิฬเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชน
แต่จนบัดนี้ยังไม่เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่จะนำเสนอสภาปฏิรูปเพื่อขอความเห็นชอบ จึงไม่อาจบอกได้ว่าเงื่อนไขที่จะเป็นปัญหาได้มีการแก้ไขไปมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าดูจากแนวคิดและผู้เกี่ยวข้องก็คงพอจะอนุมานได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จะสรุปในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ดี
ตั้งแต่มีการปฏิวัติรัฐประหารจะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้โอกาสและความร่วมมือเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้น เขาอยากให้ คสช.และรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาที่ค้างคาหมักหมมให้ลุล่วงเรียบร้อย ปรับโครงสร้างและปฏิรูปประเทศแบบก้าวกระโดดให้ทันกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาอารยประเทศ แล้วจึงคืนอำนาจให้ประชาชน
หากรัฐบาลรู้ปัญหาและแก้ไขได้ถูกต้องตรงจุดเป็นที่พอใจของประชาชน ก็คงไม่มีใครออกมาขับไล่ไสส่งรัฐบาล
การปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมาเกิดจากนักการเมืองที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ รัฐบาลที่ทุจริตประพฤติมิชอบ ใช้เสียงข้างมากลากไป จนทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง กลไกในรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้จะแก้ไขก็ไม่สามารถทำได้จนเกิดภาวการณ์ชะงักงันทางการเมือง บ้านเมืองจะเดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเริ่มต้นกันใหม่
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับจริงที่จะประกาศใช้ต้องไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดวิกฤตอีกต่อไป ไม่ต้องทำประชามติให้เสียเงินหลายพันล้านบาทไปโดยเปล่าประโยชน์
หากเห็นว่านักการเมืองเก่าเป็นปัญหาก็ห้ามไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกก็ได้ เอาคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานให้บ้านเมือง แล้วดูว่าการเมืองจะดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาหรือไม่
สรุปแล้ว อนาคตประเทศไทยที่อยู่บนเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่เคยได้กำหนดเองเลย
รัฐธรรมนูญก็ไม่เคยมาจากประชาชน แล้วจะเป็นของประชาชน เพื่อประชาชนได้อย่างไร
อยากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและผู้ที่เกี่ยวข้องในการร่างรัฐธรรมนูญได้ไปอ่านพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2477 ที่ได้อัญเชิญมาจารึกไว้ที่รัฐสภาส่วนหนึ่ง ความว่า
“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”
ขอให้อ่านพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ทั้งหมดแล้วไปคิดทบทวนเสียใหม่
อย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิมอีกเลย







