posttoday
ศึกสปช.ชิงประชามติ เผือกร้อนก่อนอำลา

ศึกสปช.ชิงประชามติ เผือกร้อนก่อนอำลา

17 สิงหาคม 2558

การเมืองสัปดาห์นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดก็ว่าได้

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองสัปดาห์นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดก็ว่าได้ เพราะจะเป็นสัปดาห์ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประมาณ 285 มาตราจะมีความชัดเจนออกมา โดยในวันที่ 17 ส.ค.นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญประชุมทบทวนถ้อยคำเป็นครั้งสุดท้าย

วันที่ 19-20 ส.ค. คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้เชิญตัวแทนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รวม 8 กลุ่ม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่อประเด็นที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งทั้ง สปช.และ ครม.ไม่มีอำนาจเสนอให้แก้ไขได้อีก เว้นแต่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะเป็นผู้ลงมือเอง

คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมีอำนาจตัดต่อร่างรัฐธรรมนูญได้จนถึงวันสุดท้ายในวันที่ 22 ส.ค. ก่อนส่งให้ “เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธาน สปช.และนัดวันลงมติชี้ขาดว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ในวันที่ 7 ก.ย. โดย สปช.จะมีหน้าที่เพียงการลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น ไม่มีสิทธิอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญได้อีก

นอกจากเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่ สปช.ต้องชี้ชะตาให้เด็ดขาดแล้วยังมีอีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือ คำถามประชามติเพิ่มเติม

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่เพิ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมเปิดทางให้มีกระบวนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช.เหมือนกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพียงแต่มีความแตกต่างกันตรงที่คำถามที่จะใช้ในการทำประชามตินั้นจะมีด้วยกัน 2 คำถาม ประกอบด้วย 1.เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ 2.จะเป็นคำถามที่มาจาก สปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

การเขียนคำถามที่สองนี้จะมีขั้นตอนอยู่พอสมควร กล่าวคือ สปช.และ สนช.ต้องไปคิดกันมาคนละหนึ่งคำถามก่อนส่งให้ ครม.พิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับคำถามของ สปช.หรือ สนช.

ในเรื่องนี้ สปช.มีความเคลื่อนไหวมากที่สุด หลังจากประธาน สปช. กำหนดให้ สปช.นัดประชุมเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าวเบื้องต้นในวันที่ 18 ส.ค.

ตามขั้นตอนในวันที่ 18 ส.ค. จะเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิก สปช.เสนอประเด็นคำถามได้โดยอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องไปรวมตัวและลงชื่อเสนอมาเป็นญัตติต่อ สปช. ซึ่ง สปช.จะตัดสินว่าจะส่งคำถามใดให้ ครม. ในวันที่ 7 ก.ย. อันเป็นวันเดียวกับการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม มีสองคำถามที่เตรียมเสนอต่อ สปช.อย่างเป็นทางการ ได้แก่ 1.เห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนเลือกตั้งหรือไม่ 2.เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูปใน 4 ปีแรก

สองคำถามที่ออกมานั้นมีนัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ถ้าจะพูดแบบฮาร์ดคอร์คือ คำถามแรกที่เสนอโดยกลุ่ม สปช.ของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา” ไม่ต่างอะไรกับการต่ออายุให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะในรายละเอียดที่มีการเสนอต่อ สปช.ได้ระบุถึงกระบวนการปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งว่าต้องตรา พ.ร.บ.ที่จำเป็นต่างๆ ให้เสร็จ แน่นอนว่าการจะทำให้กระบวนการนี้สำเร็จ คสช.จะต้องอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 2 ปี

ส่วนคำถามที่สองเรื่องรัฐบาลแห่งชาติที่เสนอมาจาก “ประสาร มฤคพิทักษ์” และ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” แม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องการต่ออายุให้กับ คสช. แต่ถ้ามองเข้าไปถึงในเนื้อหาที่เสนอให้ สปช.ก็นับว่าสร้างปมความขัดแย้งอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

สะท้อนได้จากภายหลังที่ได้จุดประเด็นรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา ก็ถูกกระแสต่อต้านจากพรรคการเมืองพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย ไม่เว้นแม้แต่ใน สปช.บางกลุ่มที่มองว่าเป็นข้อเสนอที่สวยหรู แต่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลาง เพื่อมาบริหารความขัดแย้งในรัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนของพรรคการเมือง

ในเมื่อทั้งสองคำถามที่มีความสวยหรูกลับกำลังซ่อนปัญหาไว้เหมือนกัน ทำให้มีความเคลื่อนไหวของสมาชิก สปช.บางกลุ่มในสายของข้าราชการและ สปช.จังหวัดเตรียมเสนอกลางที่ประชุม สปช. ในวันที่ 18 ส.ค. ว่า “สปช.ไม่ควรเสนอประเด็นคำถามประชามติเพิ่มเติม”

โดยอ้างเหตุผลในทางปฏิบัติที่จะตามมาดังกล่าว จึงเห็นว่าทางที่ดีควรให้ทำประชามติ เพื่อถามประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างเดียวก็พอ และจะไม่เป็นการสร้างปมความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญจะช่วยให้ สปช.รอดพ้นจากการถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดด้วย เพื่อให้การอำลาตำแหน่งของ สปช.เป็นไปอย่างสวยหรู

เท่ากับว่าเวลานี้มี สปช.ประกาศตัวพร้อมรบกันจำนวน 3 กลุ่ม “กลุ่มปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง-กลุ่มรัฐบาลแห่งชาติ-กลุ่มไม่ขอให้มีคำถามเพิ่มเติม” โดยมีแนวโน้มกระแสสนับสนุนการไม่เสนอคำถามใดๆ เลยของ สปช.กำลังเริ่มมาแรง เพราะเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับ สปช.ไปในตัว

ทว่า อาจเป็นเรื่องยากที่จะฝ่าด่านไปได้ เพราะกลุ่ม สปช.ที่ผลักดันสองคำถามแรกก็มีแรงสนับสนุนจากภายในและภายนอกสภาอยู่พอตัว มิเช่นนั้นคงไม่กล้าเล่นกับไฟแบบนี้

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว