
ธนบัตรปลอม!
ร้านแรกที่ผมไปใช้เป็นร้านขายของชำไฟสลัวๆ แถวตลาดคลองเตย คนขายเป็นสาวอายุ 15-16 ปี
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ร้านแรกที่ผมไปใช้เป็นร้านขายของชำไฟสลัวๆ แถวตลาดคลองเตย คนขายเป็นสาวอายุ 15-16 ปี คงมาช่วยพ่อแม่ขายของ ดูไม่ค่อยประสีประสานัก ขายของมาทั้งวันน่าจะมีเงินทอนแน่ๆ จึงเข้าไปซื้อบุหรี่ 2 ซอง ซองละ 50 สตางค์ พร้อมทั้งซื้อของกินต่างๆ รวมเป็นเงิน 3 บาท เขาก็ทอนให้ผมไม่มีปัญหาอะไร ผมดีใจมากที่การใช้ธนบัตรปลอมใบแรกสำเร็จอย่างง่ายดาย
จากนั้นผมรีบกลับห้องพักเอาเงินที่แลกได้เก็บไว้ แล้วเอาธนบัตรปลอมใบที่สองไปใช้ทันที
ผมขึ้นรถสองแถวไปที่วัดดวงแข ตระเวนดูร้านต่างๆ จึงเลือกร้านที่มีคนแก่ตายายขายของอยู่ หูตาน่าจะไม่ค่อยดีนัก และมีเงินทอนแน่ๆ จึงเข้าไปซื้อบุหรี่และของกินต่างๆ ประมาณ 3 บาท ผมยื่นธนบัตรชนิดหนึ่งร้อยบาทให้ คนขายที่เป็นชายแก่ๆ รับเงินแล้วนำไปส่องใกล้ๆ ตะเกียงไฟดูอยู่นาน ผมเองใจหวั่นๆ แต่ก็พูดไปว่า “เงินเพิ่งได้มาจากเถ้าแก่”
พอเขาได้ยินน้ำเสียงผมที่เป็นคนจีนแคะ แต่พูดภาษาแต้จิ๋วไม่ค่อยชัด ทำให้เขาพอรู้ว่าผมเป็นคนจีน น่าจะเพิ่งมาเมืองไทย จึงไว้วางใจทอนเงินให้ ผมรับเงินทอนด้วยสีหน้าใสซื่อแบบคนจีนที่เพิ่งมา แต่ในใจลึกๆ ภูมิใจว่าเราทำได้เนียนจนเขาเชื่อ ผมรีบกลับมาที่บ้านพัก เก็บเงินทอนแล้วหยิบธนบัตรปลอมใบที่สามทันที แล้วเดินทางไปตลาดพระโขนง เจอร้านที่จะใช้เงินก็เข้าไปซื้อกางเกงขาสั้นและของจิปาถะราคารวมประมาณ 8 บาท ได้รับเงินทอนตามปกติจากคนขายซึ่งเป็นหญิงแก่อายุประมาณ 50 ปีเศษ
ผมใช้เงินธนบัตรปลอมไป 3 ใบ แล้วไม่มีปัญหา ผมดีใจมากจริงๆ “นี่แค่คืนเดียวได้มาตั้ง 200 กว่าบาท ถ้าทำ 1 เดือนก็จะได้ตั้ง 5,000 กว่าบาท ทำสัก 2-3 เดือน ก็มีเงินเป็นหมื่น โอ้...โฮ...รวยทันตาเห็นจริงๆ ไม่ใช่รวยเล็กๆ รวยขนาดที่หนี้สินของบ้านที่เมืองจีนเกลี้ยงหมด ตั๋วเรือของพี่สะใภ้เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปเลย แถมยังมีเงินทุนก้อนโตมาเป็นเถ้าแก่ได้... ไม่ถึงปีเป็นเศรษฐีเงินหมื่นเงินแสน มีใครทำแบบผมได้!” ผมมีความสุขอยู่พักใหญ่ๆ กับความคิดฝันเฟื่องเรื่องการใช้เงิน ซื้อทองเยอะๆ กินอาหารอร่อยๆ มีบ้านมีช่องเป็นเถ้าแก่โรงงาน มีอะไรต่อมิอะไรมากมายเหมือนคนรวยที่เยาวราชเขามีกัน จะได้หายอยาก จะได้มีคนนับหน้าถือตา แต่จู่ๆ ก็มีหน้าพ่อค้าแม่ค้าที่รับธนบัตรปลอมของผมลอยออกมาให้เห็นชัดๆ เลย
“พ่อค้าแม่ค้าที่รับเงินปลอมไปจะเดือดร้อนแค่ไหน ผมเองกว่าจะได้เงินร้อยก็ต้องทำงานเป็นเดือน เพื่อนๆ ที่ทำงานด้วยกันในโรงฟอกหนัง บางคนได้ค่าแรงแค่ 60-70 บาท/เดือนเอง วันเดียวผมกำไรตั้ง 200 กว่าบาท วันเดียวเขาขาดทุนเป็นร้อยบาท คืนเดียวก็สามรายแล้ว นี่ถ้าทำเป็นเดือนก็เป็น 100 ราย เขาก็มีครอบครัวเหมือนกับผม เดือนหนึ่งอาจทำให้คนเดือดร้อนหลายร้อยคน ถ้า
ทำ 2-3 เดือน คนเดือดร้อนคงเป็นพันหรือหลายพันคนก็ได้... โอ้โฮ... ผมจะทำบาปขนาดนั้นเชียวหรือ!”
คืนนั้นผมนอนไม่หลับทั้งคืน ความคิดหนึ่งอยากรวยล้นฟ้า ความคิดหนึ่งไม่อยากสร้างความเดือดร้อนมากมาย
“เป็นเรื่องบาปมากทีเดียว! มันน่าอายจริงๆ ผมยังหนุ่มยังแน่นไปหลอกลวงคนเดียงสาคนแก่หูตามัว!”
ความคิดแวบหนึ่งที่เข้ามาในจิตใจของผม “ต้องไปคืนเขา! ต้องไปคืนเขา!”
วันรุ่งขึ้นตอนหัวค่ำ ผมตระเวนตามร้านค้าที่ผมไปซื้อของแล้วใช้ธนบัตรปลอม ผมได้ธนบัตรปลอมคืนมา 2 ใบ จากแม่ค้าที่คลองเตยและพระโขนง ส่วนพ่อค้าที่วัดดวงแข เขาบอกว่าจ่ายให้คนอื่นไปแล้ว ทุกเจ้าที่ผมไปหาจะพูดภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งผมพูดไม่ค่อยเก่ง โดยพูดทำนองว่า “เพื่อนที่เอาเงินมาให้ผมเขาไม่มั่นใจว่าแบงก์เก๊หรือเปล่า เพราะแบงก์เก๊ระบาด กลัวผมได้แบงก์ปลอมจะลำบาก จึงขอคืนแบงก์ร้อย จะจ่ายแบงก์ย่อยให้แทน” แม่ค้าก็จะรีบหาธนบัตรปลอมและคืนให้
“แบงก์ร้อยไม่ค่อยมีคนใช้ มีอยู่แค่สองใบ” พร้อมยื่นธนบัตรมาให้ดูสองใบ ผมหยิบธนบัตรปลอมแล้วคืนเงินทอนให้ พร้อมเศษเงินจนครบร้อยบาท
หลังจากเก็บธนบัตรปลอมคืนแล้ว ผมโล่งใจมาก พอกลับถึงที่พัก ผมก็รีบเอาธนบัตรปลอมทั้งหมดไปเผาทิ้งอย่างไม่เสียดายเงิน คืนนั้นผมมีความสุขมาก และนอนหลับสนิทตลอดคืน
สรุปแล้วผมไม่ได้แบกข้าว 3 วัน ขาดรายได้ไป 15 บาท เสียค่าซื้อธนบัตรปลอมอีก 300 บาท และเสียเวลาเสียเงินซื้อของที่ไม่ได้ใช้อีกสิบกว่าบาท ผมเสียดายเงินมาก แบกข้าวสารตั้ง 2 เดือน จึงจะได้เงินมากขนาดนั้น...แต่ก็ดีใจที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และที่สำคัญถ้าผมยังใช้ธนบัตรปลอมไปเรื่อยๆ ผมอาจโดนตำรวจจับได้สักวันหนึ่ง ถ้าโดนจับผมคงหมดอนาคตแน่ๆ คิดแล้วเสียวสันหลังวาบทีเดียว
“เข็ดจริงๆ ไม่ทำอีกแล้ว ผมจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินสุจริตทุกวัน ไม่คิดจะรวยทางลัดอย่างที่ผ่านมาอีก”
ผมละอายใจ และ “เข็ดจริงๆ !”
ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย จนมาทำหนังสือเล่มนี้ เพื่อจะได้เป็นบทเรียนสอนใจลูกหลานทุกคนให้ตั้งมั่นในความเป็นคนดี ซื่อสัตย์ และสำนึกเสมอถึงการไม่ทำความชั่วที่จะทำให้คนอื่นและสังคมเดือดร้อน
“โชคดีที่ผมกลับตัวทัน นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าฉื่อ ส่วนลูกหลานของผมก็จะบอกว่าตรงกับหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่ว่า มี “หิริโอตตัปปะ” หรือเป็นภาษาง่ายๆ ว่ามีความละอายและสะดุ้งกลัวต่อบาป”
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







