posttoday
เลื่อนอ่านฎีกา "ชูวิทย์-พ.ท.หิมาลัย" คดีรื้อบาร์เบียร์เป็น15ต.ค.

เลื่อนอ่านฎีกา "ชูวิทย์-พ.ท.หิมาลัย" คดีรื้อบาร์เบียร์เป็น15ต.ค.

13 สิงหาคม 2558

เลื่อนอ่านฎีกา "ชูวิทย์- พ.ท.หิมาลัย" กับพวก 130 ราย รื้อบาร์เบียร์สุขุมวิท เหตุจำเลยบางส่วนเบี้ยวนัดไม่แจ้งเหตุ-ป่วย-ไม่ได้รับหมาย นัดอีกครั้งเช้า 15 ต.ค.

เลื่อนอ่านฎีกา "ชูวิทย์- พ.ท.หิมาลัย" กับพวก 130 ราย รื้อบาร์เบียร์สุขุมวิท เหตุจำเลยบางส่วนเบี้ยวนัดไม่แจ้งเหตุ-ป่วย-ไม่ได้รับหมาย นัดอีกครั้งเช้า 15 ต.ค.

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ห้องพิจารณา 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท10 คดีหมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ และกลุ่มผู้ค้า รวม 44 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต ริมมสาร ,นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย อดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ , พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.สส. เมื่อปี 2546 , พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร อดีตนายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2546 และพวกรวม 130 คน เป็นจำเลยที่ 1-130 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์, บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ

ขณะที่วันนี้นายชูวิทย์ ได้เดินทางมาศาล พร้อมคนใกล้ชิด ซึ่งนายชูวิทย์ ที่สวมแว่นตากันแดดสีดำ ได้ถือถุงหูหิ้วพลาสติกใส่อุปกรณ์อาบน้ำ อาทิ ขันพลาสติกสีชมพู แปรงสีฟัน แป้งและแชมพู พร้อมโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดู และให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่า วันนี้ตนจะยื่นหนังสือให้ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาเลย เพราะไม่ต้องการให้เสียเวลาจำเลยหากจะเลื่อนนัด และที่ตนได้นำเครื่องใช้อาบน้ำมา ก็ไม่ได้เป็นการทำประชด แต่พร้อมยอมรับผลคำพิพากษา หากจะต้องถูกจำคุก

อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลานัด วันนี้ ศาลได้เช็คชื่อจำเลยที่มาแล้ว คงมีนายชูวิทย์ , พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ และจำเลยอื่น รวม 39 ราย ที่เดินทางมาศาล

โดยนายธนาพร ขุนศรีมยุราพงษ์ จำเลยที่ 64 ไม่มาศาล เนื่องจากมีอาการป่วย ซึ่งนายประกันได้แถลงต่อศาลพร้อมยื่นใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐาน และนายอลงกรณ์ ชูชาญ จำเลยที่ 68 ยังไม่ได้รับหมายศาล ขณะที่มีจำเลยอีก 2 ราย ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำต่างจังหวัด ไม่ได้เบิกตัวมา

และยังมีจำเลย 4 คนที่ได้รับหมายศาลแล้ว แต่ไม่เดินทางมาโดยไม่แจ้งเหตุและยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ประกอบด้วย นายจักรพงษ์ รัตนสุต จำเลยที่ 18, นายบุญมี ภุมราพงษ์ จำเลยที่ 40 , นายไพโรจน์ หรือหรั่ง สุขรัมย์ จำเลยที่ 73 และพ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊บ จำเลยที่ 130

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยเดินทางมาศาลไม่ครบ จึงให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค.นี้ เวลา 9.00 น. โดยจำเลยที่ไม่ได้รับหมายศาล ให้ส่งหมายแจ้งวันนัดใหม่ให้ทราบ

ส่วนจำเลยที่ 18, 40, 73 และ 130 ที่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุศาลให้ออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาตามนัด

ภายหลัง นายชูวิทย์ ได้กล่าวว่า วันนี้ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 15 ต.ค.นี้ เนื่องจากมีจำเลยบางคนไม่ได้เดินทางมาศาล และศาลก็มีคำสั่งให้ออกหมายจับแล้ว ซึ่งระหว่างที่ตนยังมีโอกาสหายใจอีกเดือนกว่าๆ ก็ต้องหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา เพราะยังไม่รู้ชะตากรรม จึงต้องเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ หากศาลมีคำพิพากษายกฟ้องตนก็พร้อมกลับมารับใช้พี่น้อง แต่ถ้าถูกพิพากษาให้จำคุกก็ยินยอมรับผลกรรมที่ได้กระทำไว้ โดยยืนยันว่าจะไม่หลบหนีไปต่างประเทศแน่นอน เพราะตนเป็นคนไทย ส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ที่เตรียมมาในวันนี้ก็จะนำมาใหม่ครั้งหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ มีจำเลยหลายรายเสียชีวิตระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา อาทิ จ.ส.อ.อภิชาต จำเลยที่ 1 และมีจำเลยบางรายได้ขอถอนฎีกา

โดยคดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มี.ค.46 กรณีเมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น.วันที่ 26 ม.ค.46 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนแต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ จนเกิดความเสียหาย เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อใช้พื้นที่ทำประโยชน์ แต่จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.49 ให้จำคุก 1 ปีนายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ทนายความ ที่ได้นำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวัน ช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358, 365 (2) (3) ประกอบ 362, 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวน ของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง

ต่อมาโจทก์ และนายชาญเวทย์ จำเลยที่ 49 ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 ก.ย.55 แก้เป็นว่า จำเลยที่ 1, 3, 7-11, 13-14, 18, 21, 40-47, 49-51, 56-59, 61-62, 64-74, 76-79, 81, 83-85, 88, 90, 92, 94, 96, 99, 102, 104, 106-113, 115, 117-123, 125, 128-130 รวม 66 คน มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 358, 365 (1)(2)(3) ประกอบมาตรา 362 และ 83 ซึ่งจำเลยที่ 73 และ112 ยังมีความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปด้วย จึงให้ลงโทษ ตามมาตรา 365 (1)(2)(3) ที่เป็นบทหนักสุด จำคุก นายชูวิทย์ , พ.ท.หิมาลัย หรือ เสธ.หิ , พ.ต.ธัญเทพ หรือ เสธ.แอ๊บ และจำเลยรวม 66 คนๆ ละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 64 คน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

ข่าวล่าสุด

เปิดแฟ้มครม. 16มิ.ย.69 จ่อเคาะภาษีอิเล็กทรอนิกส์ กต.ชงแผนหารือไทย-รัสเซีย

เปิดแฟ้มครม. 16มิ.ย.69 จ่อเคาะภาษีอิเล็กทรอนิกส์ กต.ชงแผนหารือไทย-รัสเซีย