
ส่งออกหด
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับข่าวที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องการส่งออกของไทยติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ทำให้ต้องปรับประมาณการทั้งปีลงต่ำกว่าปีที่แล้ว ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะผมไปรู้ดีมาจากไหน เพียงแต่มันเป็นไปตามตรรกะที่มีเหตุผลสนับสนุนอยู่หลายประการ ดังนี้
ประการแรก เป้าเดิมที่ปรับลดลงมาเป็นลำดับมันต่ำอยู่แล้ว คือทั้งปีโตไม่ถึง2% ด้วยเหตุนี้ พอมีอะไรมากระทบเพียงนิดเดียว ก็หลุดจากปริ่มน้ำลงไปอยู่ใต้น้ำได้อย่างง่ายดาย
ประการที่สอง ระดับราคาสินค้าในตลาดโลกลดลง ที่จริงตัวนำในเรื่องนี้ไม่อยู่ในรายการสินค้าออก แต่เป็นสินค้าเข้า คือ น้ำมัน เพียงแต่มันสัมพันธ์กัน น้ำมันราคาตกมากก็พลอยดึงราคาสินค้าอื่นให้ต่ำลงมาด้วย หากดูตัวเลขจริงจะเห็นผลกระทบชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือ ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ในขณะที่การส่งออกของเราหดตัว 4.8% การนำเข้ากลับลดลงมากกว่าเสียอีก คือ 7.9% ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากมูลค่าการนำเข้าน้ำมันที่ต่ำลงมาก
น่าเสียดายที่เราเห็นแต่ตัวเลขมูลค่าการส่งออกและการนำเข้า ไม่เห็นตัวเลขปริมาณ เพราะในระยะยาวผลกระทบทางเศรษฐกิจจริงๆ หากวัดที่ปริมาณน่าจะสะท้อนความเป็นจริงได้ดีกว่า
ประการที่สาม อัตราแลกเปลี่ยน โดยทั่วไปสถิติต่างๆ ในโลกนี้มักจะรายงานเป็นเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก สถิติการส่งออกของเราก็เช่นกัน มีทั้งที่เป็นเงินบาทและเงินเหรียญสหรัฐ การใช้งานก็สลับกันไปสลับกันมา
ปัญหาตลอด 2 ปีกว่าที่ผ่านมาคือ เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมาก และแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนเงินบาทแม้จะอ่อนลงบ้างเมื่อเปรียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็แข็งขึ้นมากเมื่อเปรียบกับสกุลอื่นๆ เกือบทั้งโลก การวัดการส่งออกเป็นมูลค่าแทนปริมาณจึงทำให้เห็นภาพไม่ชัด ยกตัวอย่างหากเราวัดเป็นเงินยูโร การส่งออกของเราก็คงจะไม่ติดลบ
หรือถ้าเงินบาทของเราอ่อนกว่านี้ เช่น เป็น 38 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า มูลค่าการส่งออกของเราก็อาจจะไม่ติดลบเช่นกัน อาจช่วยให้รัฐบาลอ้างได้ว่าการ
ส่งออกยังขยายตัว แม้ว่าคิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐจะหดตัวก็ตามที่ผมพูดไปยังไม่รวมเรื่องที่เราอาจจะขายของได้ดีขึ้น เพราะราคาสินค้าของเราคิดเป็นสกุลอื่นถูกลง หรืออีกนัยหนึ่ง ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
ประการที่สี่ สินค้าออกหมวดสำคัญของเรามีปัญหา คือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการผลิตของเราปรับตัวตามตลาดโลกไม่ทัน ความต้องการใช้ฮาร์ดดิสก์ซึ่งเป็นสินค้าออกสำคัญในหมวดนี้ของเรา
ลดลงมาก อันเนื่องมาจากคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและแบบมินิเสื่อมความนิยม ในขณะที่ตลาดชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตเราถูกประเทศเพื่อนบ้านที่ปรับตัวดีกว่าเราจับจองไปเกือบหมด
นโยบายสำคัญของรัฐบาลนี้คือการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทยให้เป็นดิจิทัล ซึ่งจะสำเร็จแค่ไหนหรือจะทันโลกหรือไม่ ยังต้องรอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่แน่ๆ คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกันของเรากลับไม่ได้รับการพัฒนาหรือเหลียวแลเท่าที่ควร
เรื่องที่ห้า ต่อเนื่องจากที่กล่าวถึงข้างต้น นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลมุ่งเน้นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวระยะสั้นด้วยการบริโภคในภาคประชาชนและการใช้จ่ายในภาครัฐ และหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระยะยาวด้วยนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เห็นมีนโยบายหรือมาตรการใดที่จะทำให้การผลิตและการส่งออกสูงขึ้น กลายเป็นว่าการส่งออกของประเทศเป็นเรื่องรอง เป็นเพียงผลพลอยได้หรือผลกระทบในทางอ้อมเท่านั้น
เป้าส่งออกก็ค่อนข้างต่ำ เติบโตจากปี 2557 ซึ่งก็ต่ำอยู่แล้วเพียงเล็กน้อย ถึงจะทำได้ตามเป้าก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศแต่ประการใด
หากมองย้อนกลับไปไกลขึ้น จะเห็นว่ามูลค่าการส่งออกของไทยขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2555 หลังจากนั้นก็หดตัวต่อเนื่องทั้งในปี 2556 และ 2557 และหากปีนี้หดตัวอีกก็จะเป็น 3 ปีติดต่อกัน
การส่งออกที่ลดลงต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้ ด้านหนึ่งสะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำลง อีกด้านสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจทั้งของรัฐบาลก่อนและของรัฐบาลนี้ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมผลิตในภาคเอกชนเท่าที่ควร มีเพียงการตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ ว่า หากหน่วยงานราชการเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ และประชาชนเร่งการบริโภคจะทำให้การหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้นักธุรกิจกล้าลงทุน และในที่สุดนำไปสู่การส่งออกที่สูงขึ้น
ในสายตาของผม โอกาสที่นโยบายเศรษฐกิจแบบนี้จะประสบความสำเร็จมีน้อยมาก เพราะหากการเร่งการบริโภคและการใช้จ่ายเป็นสูตรสำเร็จของการพัฒนาแล้ว ประเทศต่างๆ ในโลกนี้คงเจริญรุดหน้าไปหมดแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกือบทุกคนและเกือบทุกรัฐบาลถนัด แต่ของจริงที่เห็นกลับตรงกันข้าม ประเทศส่วนใหญ่ยังยากจน อยู่ในสภาพกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาต่อเนื่องกันมานับสิบนับร้อยปี บางประเทศรัฐบาลใช้จ่ายและลงทุนเกินตัวด้วยซ้ำไป จนเสียวินัยการคลัง ทำให้ระดับการพัฒนาประเทศแทนที่จะสูงขึ้นก็กลับต่ำลง
โชคดีที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ดูเหมือนจะเข้าใจปัญหาที่เกิดจากการขาดวินัยการคลังดี จึงพยายามหาวิธีจัดเก็บภาษีให้ได้มากขึ้น เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวต่ำลง หรือยิ่งย่ำอยู่กับที่ เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของภาครัฐมีน้อยกว่าภาคเอกชน ผลลบจากภาษีส่วนเพิ่มจึงมากกว่าผลบวกจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
เราน่าจะยอมรับความจริงได้แล้วว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภคสำหรับประเทศไทยได้ถึงทางตันมาหลายปีแล้ว เราขาดดุลการคลังเต็มที่เท่าที่จะทำได้แล้ว หนี้สินภาคครัวเรือนก็สูงมากจนน่าเป็นห่วงแล้ว ขืนดันทุรังนโยบายเศรษฐกิจแบบนี้ต่อไปจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านไปอีกนาน สมกับคำสบประมาทของนักข่าวต่างชาติบางคนที่บอกว่ารัฐบาลนี้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจ







