
ประมูล3จีประชาชนต้องได้ประโยชน์
นายกฯ ย้ำ กทช.ต้องทำให้การเปิดประมูลโครงการโทรศัพท์ระบบ 3จี เป็นธรรม และเกิดประโยชน์กับประชาชนที่สุด
นายกฯ ย้ำ กทช.ต้องทำให้การเปิดประมูลโครงการโทรศัพท์ระบบ 3จี เป็นธรรม และเกิดประโยชน์กับประชาชนที่สุด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเปิดประมูลโครงการโทรศัพท์ระบบ 3จี ว่า เรื่องทั้งหมดเป็นอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการดำเนินการ แต่เคยให้ความเห็นไปว่าอยากจะให้การประมูลนั้นทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด โดยประชาชนควรที่จะได้รับบริการอย่างทั่วถึงในราคาไม่แพง และ กทช.ต้องดูแลให้การแข่งขันในธุรกิจนี้สามารถที่จะเป็นไปได้อย่างเป็นธรรม
“ประเด็นที่มาเกี่ยวพันกับกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ มีการกลัวว่าจะมีบริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการหรือรับสัมปทานอยู่ จะถ่ายโอนลูกค้าจากสัมปทานเก่าไปยังสัมปทานใหม่ในระบบ 3จี ซึ่งกระทรวงการคลังเองมีแนวคิดจะแก้ปัญหาสัญญาสัมปทานต่างๆ อยู่ แต่ทั้งหมดเป็นอำนาจของ กทช.” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
สำหรับการเสนอให้มีการเพิ่มวงเงินในการประมูลโครงการนั้น ต้องมีการมาประเมินมูลค่าของใบอนุญาต หากมีการประมูลก็ต้องทำให้เกิดความชัดเจน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กทช. ได้อนุมัติร่างประกาศ กทช.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่น|ความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่านความถี่ 2.1 GHz โดยกำหนดมูลค่าเริ่มต้นการประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) จากใบละ 1 หมื่นล้านบาท เป็น 1.28 หมื่นล้านบาท สำหรับสัมปทาน 15 ปี โดยจะกำหนดจำนวนใบอนุญาตน้อยกว่าจำนวนผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติขั้นแรก 1 ราย และคาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลได้ในเดือน ก.ย.นี้
ขณะที่รูปแบบการกำหนดการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้แบ่งจ่ายเป็น 3 งวด คือ งวดที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมเป็นจำนวน 50% ส่วนงวดที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมเป็นจำนวน 25% ของราคาการประมูลสูงสุดที่เสนอ ภายใน 15 วัน และงวดที่ 3 ชำระค่าธรรมเนียม 25% ของราคาการประมูลสูงสุดที่เสนอภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาการอนุญาตปีที่ 3
อย่างไรก็ตาม ราคาค่าไลเซนส์ที่ กทช.ตั้งไว้ที่ 1.28 หมื่นล้านบาทนั้น ทางคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และได้ทำหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ถึงคณะกรรมการ กทช. ให้พิจารณาทบทวนราคาค่าไลเซนส์ใหม่ โดยเห็นว่าราคาเริ่มต้นใบอนุญาต 3จีใหม่ ควรจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท







