
ผบ.ตร.ชี้เป็นเรื่องดีนายกฯให้ยธ.ชี้ขาดปมถอดยศทักษิณ
ผบ.ตร. ชี้เป็นเรื่องดีที่นายกฯมอบหมายให้ ยธ. ชี้ขาดถอดยศ "ทักษิณ" ย้ำที่ผ่านมาไม่ได้ยื้ดเวลา แต่ทำด้วยความรอบคอบ
ผบ.ตร. ชี้เป็นเรื่องดีที่นายกฯมอบหมายให้ ยธ. ชี้ขาดถอดยศ "ทักษิณ" ย้ำที่ผ่านมาไม่ได้ยื้ดเวลา แต่ทำด้วยความรอบคอบ
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า (คสช.) ได้มอบหมายให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ติดตามดูแลการพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า หลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาถอดยศตำรวจ ที่ตนตั้งขึ้น มีพล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล ที่ปรึกษา (สบ10) เป็นประธาน มีความเห็นถึงตน ก็ได้ส่งความเห็นนั้นกลับไปยังสำนักงานกำลังพล (สกพ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นทางการในการสรุปผลหรือนำความคิดเห็นของคณะกรรมการชุดต่างๆมาสรุป
ทั้งนี้เมื่อสกพ. ได้สรุปว่ายังมีประเด็นข้อกฎหมายบางประเด็นหรือหลายประเด็นที่จะต้องตรวจสอบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถดำเนินการถอดยศได้หรือไม่อย่างไร เมื่อมีประเด็นข้อโต้แย้งหรือข้อสงสัยในประเด็นกฎหมาย จึงได้ทำบันทึกถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อซักถามในข้อคิดเห็นหรือข้อกฎหมายซึ่งยังไม่แน่ใจว่าสามารถปฏิบัติได้หรือไม่
"สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำบันทึกถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมาแต่ไม่ปรากฎเป็นข่าว อย่างไรก็ดีในวันนี้ผมก็ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งท่านได้ถามเรื่องดังกล่าว และผมได้ชี้แจงไปตามที่กล่าวมาแล้ว"พล.ต.อ.สมยศ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยสอบถามความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หลายครั้งในประเด็นอำนาจการถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งได้คำตอบว่าเป็นสิทธิและอำนาจที่ตำรวจสามารถทำได้ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า จะนำแต่ละเรื่องมาเทียบเคียงกันไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องเดียวกันอีกทั้งไม่ใช่เรื่องที่ใช้กฎหมายตัวเดียวกัน
สำหรับเรื่องของการถอดยศตำรวจนั้นจะต้องนำระเบียบการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 มาพิจารณาว่าระเบียบนั้นสามารถนำมาบังคับใช้ได้หรือไม่กับกรณีนี้ หากกฤษฎีกาบอกว่าสามารถนำมาใช้ได้ก็ตอบมา ดังนั้นเหตุผลที่ตำรวจส่งเรื่องไปให้กฤษฎีกาตีความก็เพื่อความรอบคอบและไม่ให้เกิดข้อถกเถียงในประเด็นข้อกฎหมายเพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้อง เพราะก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตสส.พรรคเพื่อไทย ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงตน จึงต้องนำประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาอีกครั้ง จะเพิกเฉยไม่ได้ เพราะอาจเป็นความผิดของตร.ได้ และในเมื่อตร.ไม่มั่นใจในข้อกฎหมายจึงต้องส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความ
เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งให้กระทรวงยุติธรรมมาดำเนินการแทน พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี โดย พล.อ.ไพบูลย์ จะได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และฝ่ายกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม มาประชุมหารือกันในเรื่องนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งเรื่องไปหารือกับทางกฤษฎีกา ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่กระทรวงยุติธรรมเข้ามาดูแล เพราะตนได้ส่งเรื่องไปยังกฤษฎีกานานแล้วแต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ดังนั้นหากมีการหารือกันทุกหน่วยงานจะได้ข้อสรุปโดยเร็ว และทาง ตร. จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป เพื่อตอบสังคมได้ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในสังคม
"ที่ผ่านมาตำรวจไม่ได้ยื้อเวลาหรือขยายเวลาแต่อย่างใด ผมทำด้วยความรอบคอบไปตามขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง การตัดสินใจยึดกฎหมายเป็นสำคัญ เมื่อได้รับข้อสรุปจากสกพ. ก็ได้ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความตามขั้นตอน ผมไม่สามารถไปเร่งรัดทางกฤษฎีกาได้ แต่หลังการเข้ามาดำเนินการของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมก็อาจทำให้เรื่องนี้เร็วขึ้น ซึ่งผมเห็นด้วย แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่การประชุมหารือของทาง พล.อ.ไพบูลย์ ว่าจะให้ ตร.เป็นผู้ดำเนินการ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ อาจใช้อำนาจสั่งให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการเลยก็ได้ "ผบ.ตร. กล่าว
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ผลออกมาอย่างไร หากมีข้อพิจารณาตามที่ตนถามไป ว่าตนสามารถดำเนินการถอดยศ หรือไม่ถอดยศ ได้หรือไม่ หากมีการส่งเรื่องมาที่ตนอีกครั้งก็สามารถพิจารณาตามกฎมายได้ทันที
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมได้เชิญเจ้าหน้าที่ของตร. ร่วมหารือ โดยตำรวจจะส่ง พล.ต.อ.ชัยยะ ,พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี และ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล เข้าหารือในวันที่ 11 ส.ค.







