
ถอดถอน248อดีตสส. สนช.ล้างไม่ยกเข่ง
การเมืองในสภาสัปดาห์นี้มีวาระหลายเรื่องที่ต้องจับตามองแบบห้ามคลาดสายตา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองในสภาสัปดาห์นี้มีวาระหลายเรื่องที่ต้องจับตามองแบบห้ามคลาดสายตา ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะพิจารณาประเด็นสำคัญใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย
1.ที่มาของวุฒิสภา หลังจากมีความพยายามของ กมธ.ยกร่างฯ บางกลุ่มที่อ้างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าต้องการให้มีการแก้ไขไปเป็น สว.จากการสรรหาทั้งหมด 200 คน จากเดิมที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ใช้ระบบผสมกันระหว่างเลือกตั้งและสรรหา
2.สัดส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะสรุปว่าควรจะมีจำนวนกี่คน และต้องมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง เพื่อให้การปฏิรูปหลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเป็นรูปธรรม
3.กระบวนการตรวจสอบงบประมาณขององค์กรที่รับการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ขอให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ แก้ไข โดยเพิ่มกระบวนการตรวจสอบให้มีความรัดกุมมากขึ้น จนนำมาซึ่งแรงต่อต้านจากเครือข่ายภาคประชาชน
ส่วนการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการประชุมเรื่องการปฏิรูปประเทศของ สปช. โดยมีวาระสำคัญ คือ การปฏิรูปกิจการตำรวจ โดยคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิรูปตำรวจ สปช. ที่มี ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิก สปช.เป็นประธาน เสนอให้การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จากเดิมที่เป็นของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของตำรวจเกินความจำเป็น
จากนั้น สปช.จะมีคิวแถลงผลการทำงานในวันที่ 13 ส.ค. พร้อมกับส่งมอบพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศทั้งหมดให้กับคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งภารกิจด้านการปฏิรูปประเทศส่งท้ายก่อนจะไปทุ่มสมาธิกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่นัดลงมติชี้ชะตากันในวันที่ 7 ก.ย.
อย่างไรก็ตาม หากจะให้โฟกัสว่าความเคลื่อนไหวไหนน่าสนใจที่สุด คงไม่ใช่การประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.เท่านั้น แต่จะอยู่ที่การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องจากมีการพิจารณาคดีถอดถอนอดีต สส. 248 คน จากกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว.โดยมิชอบ
สนช.กำหนดให้วันที่ 13 ส.ค.เป็นวันที่ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะฝ่ายผู้กล่าวหา และตัวแทนของอดีต สส.ในฐานะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา แถลงปิดคดีด้วยวาจา โดย สนช.จะลงมติว่าถอดถอนหรือไม่ ในวันที่ 14 ส.ค.
จำนวนเสียงที่จะถอดถอนได้ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 จากสมาชิก สนช.เท่าที่มีอยู่ หรือ 132 คน จาก สนช. 220 คน
สำหรับความเป็นไปได้ของการถอดถอนในคดีนี้ ต้องถือว่ามีโอกาสยากที่จะให้เห็นการถอดถอนขึ้นอีกครั้ง หลังจาก สนช.เพิ่งจัดการ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ ในกรณีโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้เหตุผลสำคัญ 2 ประการ
ประการที่ 1 เหตุผลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมาย มีสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยที่มองว่าการลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์และความชอบธรรมของสมาชิกรัฐสภา หากการลงมติของสมาชิกรัฐสภามีความผิดจะเท่ากับเป็นการสั่นคลอนกระบวนการนิติบัญญัติอย่างมีนัยสำคัญ
ประกอบกับก่อนหน้านี้ สนช.เพิ่งลงมติไม่ถอดถอนอดีต สว.จำนวน 39 คน ซึ่งถูกถอดถอนในคดีเดียวกัน ข้อเท็จจริงเดียวกัน และข้อหาเดียวกันทุกประการ ดังนั้นในเมื่อ สนช.ลงมติไม่ถอดถอนอดีต สว.ไปแล้ว แต่หากกลับมาลงมติถอดถอนอดีต สส. 248 คน ย่อมถูกมองได้ว่า สนช.กำลังเลือกปฏิบัติ
ประการที่ 2 เหตุผลในทางการเมือง คดีถอดถอนรอบนี้นับว่าสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้พอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดแล้วว่าผู้ใดที่ถูกถอดถอนจะถูกตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง สส.และการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ตลอดชีวิต
นับเป็นหนึ่งในยาแรงที่ถูกนำมาใช้เพื่อการปฏิรูปการเมือง ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้อ้างเหตุผลที่ต้องเขียนเช่นนี้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 สร้างความหวาดผวาให้กับนักการเมืองที่
มีชนักติดหลังไปกันเป็นแถวๆ เพราะนั่นหมายถึงการติดคุกการเมืองตลอดชาติ
ถ้า สนช.พร้อมใจลงมติถอดถอน อาจมีข้อดีตรงที่ได้มีโอกาสล้างบางการเมืองไปในตัว แต่สมาชิก สนช.จำนวนมากกลับมองว่าเป็นเรื่องที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากคดีนี้ก็เป็นเพียงการถอดถอนเท่านั้นไม่ใช่คดีอาญา
สนช.จึงควรทำให้เห็นถึงสัญญาณในการสร้างความปรองดองน่าจะดีกว่า เพราะบรรยากาศการเมืองเวลานี้กำลังไปด้วยดี ไม่ควรมีอะไรที่จะมาเป็นอุปสรรคระหว่างทาง
เพราะฉะนั้นคดีถอดถอนอดีต สส. 248 คน น่าจะมีบทสรุปไม่แตกต่างจากกรณีของอดีต สว.39 คน บนหลักการของเสียงข้างมากใน สนช.ที่ว่าด้วยการสร้างความปรองดอง เว้นแต่จะมีสัญญาณแรงจากใครบางคนที่ส่งมาให้ สนช.ลงมติล้างยกเข่ง







