
รัฐธรรมนูญกับความจริงของสังคมไทย (1)
ปัญหาอย่างหนึ่งของบ้านเมืองนี้คือ “ไม่ยอมรับความจริง”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ปัญหาอย่างหนึ่งของบ้านเมืองนี้คือ “ไม่ยอมรับความจริง”
เราเรียกคนจำพวกนี้ว่า “พวกโลกสวย” คือชอบคิดเพ้อฝันแต่สิ่งดีๆ สวยๆ และคิดว่าจะให้ได้สิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีการที่สวยงามนุ่มนวลเช่นเดียวกัน ซึ่งเกินขนาดไปจากพวกมองโลกในแง่ดีที่นักจิตวิทยาจัดไว้ตรงข้ามกับพวกมองโลกในแง่ร้าย ที่แม้ว่าคนทั้งสองพวกนี้จะมี “ขั้วคิด” ตรงข้ามกัน แต่ก็เป็นพวกที่ยังพอรับได้ เพราะคนพวกนี้ก็ยังใช้เหตุผล แม้ว่าจะเป็นเหตุผลที่คิดตรงกันข้ามก็ตามที แต่สำหรับความคิดของพวกโลกสวยนี้น่าจะยอมรับได้ยาก เพราะไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล คือไปตั้งอยู่กับ “จินตนาการ” แต่เป็นจินตนาการที่ “เอาแต่ได้” หรือ “เอาแต่ใจ”
อย่างที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้ในคอลัมน์นี้เมื่ออาทิตย์ก่อนเกี่ยวกับแนวคิดของการมีวุฒิสภาว่า มีขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2489 ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับโลกสวยฉบับแรกของไทย เพราะพยายามจะคิดฝันถึงระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ (นักรัฐศาสตร์เรียกว่า Anglo-Saxon Parliamentary System) ที่จะให้วุฒิสภา (ที่เรียกในรัฐธรรมนูญ 2489 ว่า “พฤติสภา” แปลว่า สภาผู้สูงอายุ) เป็น “สภาพี่เลี้ยง” คอยกลั่นกรองกฎหมายและให้ความเห็นรับรองในเรื่องสำคัญๆ อย่างที่สภาขุนนาง (House of Lord) ของอังกฤษได้กระทำอยู่
ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในตอนต้นๆ ของบทความนี้เมื่ออาทิตย์ก่อนด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 เป็นรัฐธรรมนูญที่ยอมรับความจริงหรือมองเห็นความจริงหลายๆ อย่างในสังคมไทย โดยเฉพาะในเรื่องของระบบพรรคและระบบรัฐสภา คือประเทศไทยไม่ควรมีระบบ “มากพรรค” และ “มากสภา” คือมีคณะราษฎรเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ในขณะที่สภาก็มีสภาเดียวนั่นแหละ แต่ให้มีที่มาอย่างหลากหลาย เพียงแต่อย่าให้มาทะเลาะกัน คือควรจะต้องเป็นสภาที่ “เป็นปี่เป็นขลุ่ย” กับรัฐบาลนั้นได้ ซึ่งคณะราษฎรก็สามารถรักษาสภาพอยู่ได้เป็นเวลานาน แม้ว่าจะออกเป็นแนวสังคมนิยม (หรือคอมมิวนิสต์) อยู่มาก เพราะเหมือนมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่ถูกครอบด้วยองค์กรปกครองสูงสุด ซึ่งก็คือมีคณะราษฎรเป็น “โปลิตบูโร” นั่นเอง
ประเทศไทยเหมาะสมกับการปกครองแบบสังคมนิยมมาก (แต่ไม่ใช่แบบสุดขั้วหรือเป็นคอมมิวนิสต์) เพราะความจริงในสังคมไทยก็คือ คนไทยคุ้นเคยกับการปกครองแบบที่มี “ผู้ให้” หรือการจัดสรรประโยชน์สุขต่างๆ ผ่านผู้มีอำนาจมาแต่โบราณ ซึ่งระบบสังคมนิยมนั้นก็มีรากฐานมาจากการให้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมมวลชน เหมือนกับที่ระบบไพร่ของไทยมี “เจ้านาย” ให้ความเกื้อหนุนแก่ “ข้าไท” มาโดยตลอด ซึ่งคนที่ศึกษาและเข้าใจระบบศักดินาของไทยอย่างลึกซึ้งน่าจะมองเห็นว่าระบบศักดินาหรือการให้ความอุปถัมภ์ของชนชั้นปกครองในสังคมไทยนั้นมีลักษณะที่ “พึ่งพากันและกัน” และช่วยทำให้สังคมไทยเข้มแข็งและพัฒนาไปได้ด้วยดีพอสมควร
พูดง่ายๆ ว่า คนไทยชอบ “มีผู้ปกครอง” หรือคนที่ช่วยดูแลทุกข์สุขต่างๆ ให้ คนไทยนั้นเป็นพวก “สุขนิยม” อย่างที่นักภูมิรัฐศาสตร์ บอกว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในทำเลที่อุดมสมบูรณ์ ประเทศไทยไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง มีวัฒนธรรมประเพณีที่สวยงาม มีศาสนาพุทธที่อ่อนโยน และผู้คนมีนิสัยใจคอเอื้อเฟื้อ (ว่าไปแล้วคนไทยก็มีความเป็น “คนโลกสวย” นี้มาโดยตลอดด้วยความสุขสบายและมี “นาย” ต่างๆ มาดูแลให้มาตลอดนี่แหละ) คนไทยไว้วางใจและเชื่อใจคนง่าย โดยเฉพาะกับคนที่มี “บุญวาสนา” ซึ่งคนไทยเชื่อว่าเป็น “เทวดา” และมีหน้าที่ที่จะต้องคุ้มครองดูแล “คนเดินดิน” ทุกคน
ดังนั้น ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 จึงไม่มีคนไทยออกมาเดือดร้อนวุ่นวาย (ซึ่งเราก็จะเห็นสภาพความ “ราบเรียบ” นี้ในการปฏิวัติรัฐประหารหรือความรุนแรงทางการเมืองในทุกครั้ง ที่รวมถึงม็อบและความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในและนอกสภาในสภาวะปกตินั้นด้วย) เพราะคนไทยเห็นว่าเป็นเรื่องของเจ้านายหรือผู้มีบุญวาสนานั่นเอง แม้จะเข้ามาสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่กระแสประชาธิปไตยสมัยใหม่เบ่งบาน แต่คนไทยก็ยังเชื่อว่าบ้านนี้เมืองนี้มีเทวดาคุ้มครอง ไม่ว่าใครจะมาปกครองก็คงไม่แตกต่างกัน เพราะทุกคนต้องทำเพื่อ “ราษฎร” นี้อยู่แล้ว (อย่างที่หลายคนก็เชื่อว่า คสช.กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่)
ย้อนกลับไปที่รัฐธรรมนูญปี 2489 คณะผู้ยกร่างในสมัยนั้นคงคิดที่จะยกระดับให้ประเทศไทยมีความ “ศิวิไลซ์” ทางการเมือง ด้วยการอ้างถึงตัวแบบประเทศอังกฤษเพื่อจะนำระบบสองสภามาใช้ ซึ่งก็เป็นการไม่ยอมรับความจริงในลำดับแรก เนื่องจากเมื่อครั้งที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ก็เคยอ้างมาครั้งหนึ่งแล้วว่า ระบบอังกฤษน่าจะเหมาะสมกับประเทศไทย เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งเหมือนกัน แต่ก็จัดให้มีโครงสร้างทางการเมืองแบบสังคมนิยม ไม่ได้เป็นแบบอังกฤษมาแต่แรก ยิ่งการห้ามไม่ให้ข้าราชการดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยแล้วยิ่งไม่ใช่ระบบอังกฤษ เพราะในสภาขุนนางนั่นเองกับประกอบด้วย “ชนชั้นนำอันหลากหลาย” ที่รวมถึงข้าราชการในบางตำแหน่ง แต่ที่เป็นหัวใจของสภาขุนนางนั้นก็คือ “สภาแห่งเกียรติยศ” ที่มอบให้กับผู้ประกอบคุณงามความดีเพื่อบ้านเมือง ที่รวมถึงข้าราชการผู้ใหญ่ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แม้แต่พระคุณเจ้า (ของศาสนาคริสต์นิกาย Church of England) ที่บริหารศาสนจักร ก็ยังได้รับสิทธิเหล่านั้น ซึ่งว่าไปแล้วสภาขุนนางของอังกฤษในบางยุคสมัยอาจจะมีจำนวนได้เป็นหลายร้อยจนถึงพันๆ คน ทั้งนี้การทำหน้าที่ก็ไม่ได้เคร่งครัดนัก ถือว่าเป็นสภาแห่งเกียรติยศจริงๆ
การไม่ยอมรับความจริงในลำดับต่อไปก็เกิดขึ้นจากฝีมือทหาร คือพอหลังจากที่ทหารไล่พลเรือนลงจากเวทีไปในการรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ย. 2490 ทหารก็ได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะในฉบับ 2492 ที่สร้างวุฒิสภาขึ้นมาแทนที่พฤติสภา พร้อมกับการสร้างวุฒิสภาให้ “ดูดีกว่า” สภาผู้แทนราษฎร เพราะมาจาก “ผู้ทรงคุณวุฒิ” จริงๆ เช่น การเน้นว่าหน้าที่การกลั่นกรองกฎหมายก็เพื่อจะตรวจสอบการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการให้มีหน้าที่ในการให้การรับรองสนธิสัญญาและ “ปัญหาระดับสูง” ของบ้านเมืองด้วย จากนั้นแนวคิดเรื่องการมีสร้างวุฒิสภาให้ดูดีนี้ก็เพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงการให้มีอำนาจเทียบเท่าสภาผู้แทนราษฎรในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่เราเรียกกันว่าฉบับ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” นั่นเอง
แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 2521 ฉบับนี้แหละที่แสดงถึงการยอมรับความจริงของชนชั้นนำในสังคมไทยได้อย่าง “ชัดเจน” และ “ถูกต้อง” ที่สุด ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงความจริงอื่นๆ ในสังคมไทยด้วย พอดีเนื้อที่หมด คงจะต้องเอาไว้ขยายความในวันอาทิตย์หน้า
เพื่อหาคำตอบว่ารัฐธรรมนูญฉบับรับความจริงควรเป็นเช่นไร







