posttoday
ญี่ปุ่นกับนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นกับนิวเคลียร์

07 สิงหาคม 2558

โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]

โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]

เมื่อวานนี้ 6 ส.ค.เป็นวันครบรอบ 70 ปี ที่สหรัฐทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกชื่อว่าแฟตบอย ใส่เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 2 แสนศพ เพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะที่ต้นสัปดาห์หน้า ญี่ปุ่นจะกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างจริงจังเป็นเครื่องแรกนับตั้งแต่ปิดไปเมื่อ 4 ปีก่อนครับ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2011 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ถล่มชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มชายฝั่งอย่างรุนแรง โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ไดอิจิ ฟูกุชิมา ได้รับความเสียหายจนเกิดการหลอมละลายของแกนนิวเคลียร์ ทำให้ญี่ปุ่นสั่งปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วประเทศทั้งหมด ท่ามกลางเสียงต่อต้านมากขึ้นของประชาชนต่อการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพราะผลกระทบจากการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีทั้งในพื้นที่เกิดเหตุและโดยรอบ รวมไปถึงน้ำที่ปนเปื้อนไหลลงสู่ทะเลสร้างความหวาดผวาให้กับชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก

แต่เพียง 4 ปีเท่านั้น ญี่ปุ่นกำลังจะเปิดทางสู่การใช้พลังงานจากนิวเคลียร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ชัดเจนของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ครับ

รายงานข่าวบอกว่า ในขณะนี้มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 25 แห่ง จากทั้งหมด 45 แห่ง ที่ขอใบอนุญาตเพื่อกลับมาเดินเครื่องใหม่แล้ว สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะว่าหากปล่อยทิ้งไว้นานเกิน เตาปฏิกรณ์เหล่านี้จะมีความเสี่ยงต่อการขัดข้องมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ปัญหาสำคัญที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้าในยามไม่มีนิวเคลียร์ ก็คือ มูลค่าการนำเข้าที่สูงลิ่วตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

เนื่องจากญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเข้ามาเพื่อผลิตพลังงานทดแทนพลังงานจากนิวเคลียร์ที่หายไป ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นประเทศอุตสาหกรรมหนัก จำเป็นต้องมีความมั่นคงทางพลังงานที่สูง จะให้มัวแต่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานนั้นคงเป็นไปไม่ได้ในระยะยาว

และเพราะเหตุใด นิวเคลียร์ถึงมีความมั่นคงสูงเมื่อเทียบกับพลังงานชนิดอื่นๆ นั่นเพราะว่า นิวเคลียร์มีสัดส่วนทางราคาของเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตนั้นต่ำกว่าพลังงานประเภทอื่นๆ มาก

หากจำไม่ผิด เชื้อเพลิงที่นำมาผลิตนิวเคลียร์ ซึ่งก็คือยูเรเนียมนั้นมีราคาถูกคิดเป็นสัดส่วนเพียง 15% ของราคาไฟฟ้าที่ผลิตได้ ดังนั้นหากราคายูเรเนียมเกิดการผันผวนก็จะไม่กระทบต่อราคาไฟฟ้ามาก

ขณะที่ถ่านหินนั้นมีสัดส่วนของราคาเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตซึ่งก็คือถ่านหิน อยู่ที่ประมาณ 50% ราคาไฟฟ้าก็มีความเสี่ยงมากขึ้นตามลำดับถ้าราคาถ่านหินแพงขึ้น และสุดท้ายคือการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันนั้น เชื้อเพลิงซึ่งก็คือน้ำมันที่นำมาผลิตมีสัดส่วนถึง 80% ของราคาไฟฟ้า น้ำมันแพงราคาไฟฟ้าก็แพงหูฉี่ทันที

นี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดประเทศอุตสาหกรรมหนักทั้งหลายจึงยังต้องพึ่งพานิวเคลียร์แม้ว่าชื่อมันจะไม่เพราะนักก็ตามครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก