
รีดภาษีอีคอมเมิร์ซ ถมรายได้รัฐบาลไม่มิด
ปัญหาการเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2558 ต่ำกว่าเป้าเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลอยู่ในภาวะจนมุม
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ปัญหาการเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2558 ต่ำกว่าเป้าเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลอยู่ในภาวะจนมุม ดิ้นหาทางรีดรายได้ทุกช่องทาง มาโปะปิดบัญชีของประเทศไม่ให้ติดตัวแดง
ถึงขนาดล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ในการประชุมหัวหน้าหน่วยส่วนราชการล่าสุด ให้ไปหาทางไล่เก็บภาษีกับคนหรือผู้ประกอบการที่ค้าขายกันบนโลกออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ ให้ได้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีการค้าขายกันจำนวนมากหลายราย และมูลค่าการค้าขายสูงขึ้นเรื่อยๆ
ด้าน รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ก็รับลูกนโยบายของนายกรัฐมนตรีทันควัน โดยยอมรับว่าต้องรีดภาษีใหม่ๆ เพิ่ม เนื่องจากการเก็บรายได้รัฐต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก โดยทั้งปีงบประมาณ 2558 หรือเหลืออีกเวลาอีก 2 เดือน คาดว่ารัฐบาลจะเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง 1.6 แสนล้านบาท
แต่ทว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยให้รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เพิ่มอีกหลายหมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังให้กองทุนหมุนเวียน รวมถึงกองทุนการพนัน ที่มีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่รวมกันนับหมื่นล้านบาท ให้นำเงินดังกล่าวส่งคลัง ส่งผลให้การเก็บรายได้รัฐบาลจะต่ำกว่าเป้า 5-6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องการให้ตัวเลขการเก็บรายได้ออกมาดูดีกว่านั้น จึงให้มีการเดินหน้าเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่ง่าย เนื่องจากที่ผ่านมากรมสรรพากรก็ดำเนินการจัดเก็บภาษีอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้ยอดรายได้ภาษีของกรมเพิ่มมากขึ้น
หากดูการเก็บรายได้ของรัฐบาลในรอบ 9 เดือน ของปีงบประมาณ 2558 รัฐบาลเก็บรายได้สุทธิ 1.63 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 6.5 หมื่นล้านบาท เป็นกรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 1.4 แสนล้านบาท แต่โชคยังดีที่กรมสรรพสามิตเก็บภาษีได้เกินเป้า รวมถึงการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นได้มากกว่าที่คาด ทำให้การเก็บรายได้รวมของรัฐบาลต่ำกว่าเป้ามีน้อยลง
จากข้อเท็จจริง จะเห็นว่าการเก็บภาษีของกรมสรรพากรออกอาการแย่มาก จากหลายสาเหตุทั้งการตั้งเป้าสูงเกินไป เศรษฐกิจชะลอตัว การบริโภคหด ประชาชนรายได้หาย ผู้ประกอบการกำไรลดลง ทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรดิ่งตกเหวอย่างที่เห็น การจะเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซมาปิดหีบของกรมสรรพากรจึงทำได้ยาก
แม้ว่ารังสรรค์จะเดินหน้าเรื่องนี้เต็มสูบ จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมของ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เพื่อเอกซเรย์เก็บภาษีอีคอมเมิร์ซทุกตารางนิ้วก็ตาม
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้พุ่งเป้าไปที่การทำงานของกรมสรรพากรและกรมศุลกากรเป็นหลัก โดยในส่วนของกรมสรรพากรที่เป็นผู้เก็บภาษีโดยตรง ต้องยกระดับความเข้มในการตรวจสอบการเสียภาษีของอีคอมเมิร์ซ จากเดิมที่ไปเปิดหน้าเว็บไซต์ดูว่ามีใครหรือผู้ประกอบการรายใดค้าขายอยู่ ก็เชิญมาคุยเพื่อให้เสียภาษีให้ถูกต้องเท่านั้น แต่จากนี้ไปคงไม่เพียงพอ และต้องทำให้ลึกกว่านั้น ว่าแต่ละรายมีการค้าขายกันจริง มูลค่าเท่าไร เพื่อให้การประเมินภาษีตรงเป้า
สำหรับกรมศุลกากร ก็จะมีบทบาทสำคัญในการไล่ตามผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซอีกแรงหนึ่ง เพราะพบว่าการค้าขายบนโลกออนไลน์จำนวนมาก เป็นการซื้อขายสินค้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และจำนวนไม่น้อยเป็นการสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อน ผู้ประกอบการจึงจะสั่งซื้อสินค้าจากช่องทางเครือข่ายเข้ามาขาย จึงให้กรมศุลกากรเข้าไปตรวจว่า ผู้ประกอบการมีการนำสินค้าเข้ามาถูกต้องและมีการเสียภาษีนำเข้าไว้ครบหรือไม่ นอกจากจะได้ภาษีนำเข้าแล้ว ยังหวังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การไล่ล่ารีดภาษีอีคอมเมิร์ซ ก็ไม่ต่างอะไรกับการขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน เพราะทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่าผู้ค้าขายโลกออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีจำนวนมากรายจริง มูลค้าการค้าขายรวมกันอาจจะมีจำนวนมาก แต่เมื่อแยกเป็นรายๆ แล้ว จำนวนมากไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษี เพราะมีรายได้ไม่ถึง บางรายที่ต้องเสียภาษีก็เสียจำนวนไม่มากอย่างที่รัฐบาลคาดไว้
ถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีตัวเลขจากกรมสรรพากรว่า ที่ผ่านมาการเรียกเก็บภาษีจากผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ทำให้การเก็บภาษีของกรมเพิ่มขึ้นกี่ร้อยล้านหรือกี่พันล้านบาท แต่ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าไร ก็ไม่เพียงพอกับการปิดหีบงบประมาณปี 2558 ที่คาดว่าจะต่ำกว่าเป้า 5-6 หมื่นล้านบาท
ปัญหาการเก็บรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก จึงไม่ได้เกิดจากปัญหาที่ไม่สามารถไล่รีดภาษีอีคอมเมิร์ซ แต่มาจากปัญหาการปฏิรูปการเก็บภาษีของประเทศไม่เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ จากที่ประกาศเดินหน้าเต็มตัว กลายมาเป็นแตะเบรกหรือบางทีก็ใส่เกียร์ถอยหลังอีกด้วยซ้ำ
ตามโรดแมปปฏิรูปภาษีของรัฐบาล จะต้องมีการเก็บภาษีมรดก การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบันที่ลดอัตราการจัดเก็บจาก 10% เหลือ 7% รวมถึงการยกเลิกการยกเว้นการเก็บภาษีคนรวยในบางรายการ ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีของปีงบประมาณ 2558 เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำอย่างเห็นได้ชัดในปีงบประมาณ 2559 ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือน และปีงบประมาณ 2560 การเก็บรายได้ของรัฐบาลก็จะเก็บได้มากเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่ตั้งเป้าไว้
แต่เมื่อรัฐบาลไม่กล้าปฏิรูปภาษีอย่างที่วางแผนไว้ ตั้งแต่ภาษีมรดกที่แก้ไขกฎหมายจนแทบจะเก็บจริงไม่ได้ เพราะมีการยกเว้นภาษีมรดกในส่วนที่รับ 100 ล้านบาท ขณะที่การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังถูกรัฐบาลเตะถ่วง ทั้งที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ถึง 2 แสนล้านบาท ลดภาระงบประมาณส่วนกลาง ไม่ต้องส่งเงินสมทบให้กับท้องถิ่น ช่วยให้รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นโดยปริยาย สามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศในการลงทุนด้านต่างๆ อีกมาก
นอกจากนี้ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มทุก 1% รัฐบาลจะมีรายได้มากขึ้น 6-7 หมื่นล้านบาท กลายเป็นเงินที่รัฐบาลเอื้อมมือไปหยิบไม่ถึง
ยังไม่รวมถึงการปฏิรูปภาษีโดยการอุดช่องโหว่การรั่วไหลของเงินภาษี ที่ผ่านมาก็ทำได้แต่รายย่อยๆ แต่ในส่วนของรายใหญ่ไม่สามารถทำให้เห็นเป็นรูปธรรม
เมื่อการปฏิรูปภาษีเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ สร้างความมั่นคงทางการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว ต้องมาเจอตอ รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับหวั่นไหวกับแรงต้านจากนายทุนและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทำให้รัฐบาลต้องมาเก็บเบี้ยหัวแตกหาเงินอุดรายได้ของรัฐบาลอย่างที่เห็นทุกวันนี้







