สนช.รับหลักการกม.ใช้อุปกรณ์ติดตามนักโทษ
สนช.มีมติรับหลักการกฎหมายใช้อุปกรณ์ติดตามตัวนักโทษ "วิษณุ" ยันไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ
สนช.มีมติรับหลักการกฎหมายใช้อุปกรณ์ติดตามตัวนักโทษ "วิษณุ" ยันไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ
เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 171 คะแนนรับหลักการร่างพ.ร.บ.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 15 คน โดยสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว คือ กำหนดให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราว และไม่ให้เรียกประกันหรือหลักประกันเกินสมควรโดยต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและมาตรการป้องกันที่ใช้กับผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวประกอบด้วย
ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณาได้มีสมาชิกสนช.อภิปรายซักถามจำนวนมาก อาทิ นายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล นายมณเฑียร บุญตัน ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์เนื่องจาก ผู้ต้องหาสามารถที่มีภาระครอบครัวสามารถกลับมาดูแลครอบครัวได้ อีกทั้งยังเป็นการลดจำนวนผู้ต้องหาล้นคุกได้ อย่างไรก็ตามได้ตั้งข้อห่วงใยและข้อสังเกตว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เมื่อออกมาแล้วจะใช้กับบุคคลประเภทไหนยังไม่ชัดเจน รวมถึง หากใช้กับเด็กและเยาวชน จะไม่เหมาสม และหากใช้เครื่องนี้ติดกับผู้ต้องหาที่ถูกปล่อยตัวชั่วคราว ก็จะกลายเป็นการประจานบุคคล นอกจากนี้จะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือไม่ เพราะมีการเฝ้าดูติดตามการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ต้องหา
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (Electronic Monitoring)หรืออีเอ็ม มาใช้ในการบังคับตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงสมควรให้นำไปใช้ในการติดตามตัวผู้ถูกปล่อยชั่วคราว และมิให้เรียกหลักประกันเกินสมควร เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยมีโอกาสได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมากขึ้น ทั้งนี้การจะนำอุปกรณ์ไปใช้จะต้องได้รับการยินยอมใน 3 เงื่อนไข คือ 1.กฎหมายบัญญัติให้ใช้ 2. เจ้าหน้าที่หรือศาลเห็นสมควรให้ใช้ และ 3. ผู้ต้องหาหรือจำเลยยินยอมให้ใช้ ซึ่งหากไม่ยอมรับในเงื่อนไขนี้ก็สามารถดำเนินการตามวิธีการอื่น นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังบัญญัติให้มีงดการบังคับตามสัญญาประกันหรือลดจำนวนเงินที่ต้องใช้ ตามสัญญาประกันอีกด้วย
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ถ้ามีการทำลายอุปกรณ์หรือทำให้ใช้การไม่ได้ให้สันนิษฐานว่าผู้ปล่อยตัวชั่วคราวนั้นหนีหรือจะ หลบหนี จากนั้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือศาลควบคุมตัว หรือกรณีที่อุปกรณ์ชำรุดให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยรีบรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ หรือศาลเป็นต้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันกรมควบคุมการประพฤติได้มีการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวกว่า 3,000 เครื่อง แล้ว จึงเห็นควรนำมาใช้กับผู้ต้องหาและจำเลย เพราะจะทำให้การติดตามตัวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มี ทรัพย์สินเป็นหลักประกันได้สิทธิปล่อยตัวชั่วคราว ฉะนั้นจึงต้องแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 108 วรรคสาม และเพิ่มมาตรา 117 วรรคสอง เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์เหล่านี้ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในครั้ง นี้
"อุปกรณ์อีเอ็มนี้ใช้เฉพาะการติดตามตัวผู้ต้องหาเท่านั้นว่า อยู่ที่สถานที่ใด ไม่ได้ดูผู้ต้องหาทุกวินาที เหมือนรูปแบบอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย หากผู้ต้องหาทำลายหรือปลดอีเอ็มออก ก็จะรู้ทันทีว่า ผู้ต้องหาหลบหนี ในส่วนที่กังวลเกี่ยวกับว่าจะเป็นการประจานนั้น อุปกรณ์นี้ในร่างพ.ร.บ.เขียนว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวหรืออุปกรณ์อื่นใด ซึ่งเป็นการเปิดกว้างซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จะมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงของอุปกรณ์ให้เป็นที่ทันสมัย เล็ก จนไม่สังเกตได้ว่าเป็นอุปกรณ์ตามตัวผู้ต้องหา ที่สำคัญหลักการสำคัญคือ ผู้ต้องหาที่จะติดอุปกรณ์อีเอ็มนี้ต้องได้รับความยินยอมใน 3 เงื่อนไขที่กล่าวมาแล้ว"นายวิษณุ กล่าว







