
ใช้เงินองค์การเภสัชฯช่วยบุคลากรสธ.ที่ได้รับความเสียหาย
ได้ข้อสรุปจ่ายเงินช่วยบุคลากรสาธารณสุขกรณีได้รับความเสียหายจากการทำงาน หลังคตร.ท้วง แต่ให้เฉพาะบริการสิทธิ์30บาท-กองทุนอปท.
ได้ข้อสรุปจ่ายเงินช่วยบุคลากรสาธารณสุขกรณีได้รับความเสียหายจากการทำงาน หลังคตร.ท้วง แต่ให้เฉพาะบริการสิทธิ์30บาท-กองทุนอปท.
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้ใช้เงินจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งให้เงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 5 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหาย เฉพาะการให้บริการผู้ป่วยในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และจากกองทุนสวัสดิการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น หลังจากมีข้อสรุปจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐมาก่อนหน้านี้ว่า ไม่สามารถใช้เงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาจ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหายได้ และถือเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ โดยจะนำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือบุคลากรสาธารณสุข ที่ได้รับความเสียหายทันที รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์ ที่เสียชีวิตบนรถพยาบาลขณะนำส่งผู่ป่วยด้วย
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบ เกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2559 โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 600 ล้านบาท โดยจะเน้นผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง ซึ่งจะสามารถดูแลได้ประมาณ 1 แสนคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. นี้ และภายใน 3 ปีจะขยายให้ดูแลได้ครบ 1 ล้านคน โดยงบประมาณส่วนดังกล่าวจะสนับสนุนงบให้สถานพยาบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง
ขณะเดียวกัน จะขยายสิทธิการคลอดโดยไม่จำกัดครั้ง รวมถึงการเพิ่มการให้วัคซีน IPV หรือวัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดฮีด จากเดิมที่สิทธิประโยชน์ครอบคลุมวัคซีนโปลิโอชนิดรับประทานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม วัคซีน IPV นั้นต้องได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติก่อน รวมทั้งเพิ่มขอบเขตบริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับกรมควบคุมโรค เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รักษาราชการแทนเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2559 งบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,028.94 บาท ต่อประชากร รวมเป็นเงิน 147,772 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2558 6% แบ่งเป็นเงินเดือนภาครัฐ 4 หมื่นล้านบาท และเป็นเงินกองทุน 107,629 ล้านบาท ที่จะให้บริการประชาชน 48.7 ล้านคน ซึ่งงบเหมาจ่ายรายหัวแบ่งเป็น 8 รายการ ได้แก่ ผู้ป่วยนอก 1,103.92 บาท ผู้ป่วยใน 1,060.14 บาท กรณีเฉพาะ 305.29 บาท สร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค 398.60 บาท ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ 16.13 บาท แพทย์แผนไทย 10.77 บาท บริการทางการแพทย์ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบลงทุน 128.69 บาท และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 กันไว้จำนวน 5.40 บาท
ส่วนค่าบริการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ค่าเหมาจ่ายรายหัว ได้แก่ 1.ค่าบริการสุขภาพผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ รวมป้องกันการติดเชื้อ 3,011.9010 ล้านบาท 2.ค่าบริการสุขภาพผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 6,318.0990 ล้านบาท 3.ค่าบริการควบคุมป้องกันความรุนแรงของโรคเรื้อรัง เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง และปี 59 รวมจิตเวชเรื้อรังในชุมชนด้วย 959 ล้านบาท4.ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับสถานพยาบาลในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมกรณี 3,000 อัตราของ สธ.ด้วย 1,490.2875 ล้านบาท 5.ค่าตอบแทนกำลังคนสาธารณสุขของ สธ. 3,000 ล้านบาท และ 6.ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 600 ล้านบาท







