posttoday
ต้องรวมพลัง

ต้องรวมพลัง

02 สิงหาคม 2558

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ส.ค.นี้ จะมีการพิจารณาวาระสำคัญเรื่อง กระทรวงการคลังเสนอ 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีวงเงินกว่า 3.5 แสนล้านบาท อัดเงินเข้าสู่ระบบ ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3% หรือบางสำนักมองต่ำกว่า 3% ให้ขยับเป็น 3.2% พ่วงกับมาตรการบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งมาตรการที่ออกมาครั้งนี้ถือเป็นความหวังของคนไทยที่ต้องการเห็นรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศกว่า 1 ปี แสดงฝีมือ เร่งแก้ปัญหาให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวให้เห็นเป็นรูปธรรม

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ส.ค.นี้ จะมีการพิจารณาวาระสำคัญเรื่อง กระทรวงการคลังเสนอ 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีวงเงินกว่า 3.5 แสนล้านบาท อัดเงินเข้าสู่ระบบ ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3% หรือบางสำนักมองต่ำกว่า 3% ให้ขยับเป็น 3.2% พ่วงกับมาตรการบรรเทาภัยแล้ง ซึ่งมาตรการที่ออกมาครั้งนี้ถือเป็นความหวังของคนไทยที่ต้องการเห็นรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศกว่า 1 ปี แสดงฝีมือ เร่งแก้ปัญหาให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวให้เห็นเป็นรูปธรรม

จะเห็นว่าที่ผ่านมา รัฐบาล กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นระยะ รวมทั้งเตรียมหาเงินเพื่อรอการเบิกจ่าย แต่สาเหตุที่ทำให้มาตรการไม่เห็นผลนั้นเกิดจากหลายปัจจัย สาเหตุหลักๆ คือ ปัญหาเกียร์ว่าง ทั้งในส่วนของข้าราชการ เพราะกลัวถูกสอบเรื่องการประมูลจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่ระหว่างการเลิกอีออกชั่นมาใช้อีบิดดิ้งใหม่ของกรมบัญชีกลาง และมีข้าราชการบางสายทำเกียร์ว่างไม่ยอมทำงานให้ฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ผู้ประกอบการ ผู้รับเหมาในโครงการรัฐ ก็เกียร์ว่างไม่กล้าเข้ารับงานภาครัฐ เพราะหลายโครงการยังมีปัญหาที่เกิดจากการทำงานของข้าราชการยังไม่มีการบูรณาการอย่างที่วางแผนไว้

เห็นได้จากงบลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบราง ถนน น้ำ สนามบิน รวมทั้งงบกระตุ้นของกรมทางหลวง 4 หมื่นล้านบาท และกรมทางหลวงชนบทอีก 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณได้หาเงินมาเตรียมพร้อมรอเบิกจ่าย แต่ล่าสุดเบิกจ่ายได้จริงกว่า 3,500 ล้านบาท จนสุดท้ายกระทรวงการคลังต้องดันมาตรการนี้กลับเข้า ครม. เพื่อบรรจุเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในครั้งนี้ด้วย ในเมื่อสถานการณ์ของภาครัฐยังมีปัญหาเหมือนขัดแข้งขัดขากันอยู่อย่างนี้

น่าถึงเวลาให้ภาคเอกชนต้องออกแรงช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนโดยที่ไม่รอมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ เพราะจากการรายงานข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่าตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนหดตัวจากที่ระดับ 4% ในเดือน เม.ย. เหลือเพียง 1.4% ในเดือน มิ.ย. สถานการณ์ขณะนี้ถือว่าหากรอให้ภาครัฐเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนเพียงอย่างเดียว ภาคเอกชนเองอาจจะไม่รอดไปด้วย

ดังนั้น ภาคเอกชนควรลุกออกมาสร้างบรรยากาศที่น่าลงทุนให้กับประเทศ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานในองค์กร เพิ่มการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะเป็นอีกทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเร่งพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อเจาะหาตลาดใหม่ สร้างรายได้เพิ่มให้กับตัวองค์กร หากทุกคนในประเทศไม่งอมืองอเท้า ทุกภาคส่วนช่วยกันประคับประคอง เศรษฐกิจก็จะพร้อมที่จะลุกขึ้นเดินต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก