
เฟดไม่ชัด ตลาดยิ่งสับสน ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่?
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรากฏออกมาแล้ว และก็เป็นไปตามคาดหมายที่เฟดยังไม่ส่งสัญญาณใดๆ ออกมาแน่ชัดถึงช่วงกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนว่า “เมื่อไหร่” จะขึ้นดอกเบี้ย
ผลการประชุมครั้งล่าสุดนี้ แทบจะไม่แตกต่างจากการประชุมครั้งก่อนหน้า เฟดระบุเพียงแต่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถเติบโตได้ในระดับกลางๆ แต่ที่น่าผิดหวังก็คือ ไม่มีการบ่งชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงภายนอกสหรัฐที่อาจจะส่งผลกระทบถึงการตัดสินใจของเฟดได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้กรีซในยุโรป ไปจนถึงความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนของจีน ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองว่าอาจจะเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก
ที่น่าผิดหวังมากขึ้นคือเฟดยังมีท่าทีแบบเดิมๆ คือ “ขอดู” สถานการณ์เศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ อัตราค่าแรงในสหรัฐ และที่สำคัญก็คือดัชนีการว่างงานของสหรัฐ
เรียกได้ว่าทุกอย่างยังเป็น “เหมือนเดิม” เมื่อเฟดยังปล่อยให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์คาดคะเนไปกันเองว่าอาจจะเป็นเดือน ก.ย.นี้ หรือ ธ.ค.นี้ ที่เฟดถึงคราวจะขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตากันหลังจากนี้ไป ก็คือตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐที่เฟดจะใช้เป็นฐานการประเมินสถานการณ์ เพื่อตัดสินใจอีกครั้งถึงระยะเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในปัจจุบันเฟดใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปลายปี 2008 เมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจไปทั่วโลกที่อัตรา 0-0.25%
ตัวเลขแรก คือ จีดีพีของสหรัฐ โดยสหรัฐเพิ่งประกาศมื่คืนที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมานั้นเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวที่ 2.3% หลังจากนั้นจะมีการประกาศตัวเลขทบทวนใหม่อีกครั้งในวันที่ 27 ส.ค.นี้
ความเคลื่อนไหวของจีดีพีสหรัฐ เป็นหนึ่งตัวแปรที่สำคัญยิ่งสำหรับการพิจารณาของเฟดในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจลุงแซมสตาร์ทเครื่องได้ไม่สู้ดีนัก ด้วยการติดลบ 0.2%
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองกันว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไตรมาสแรกของปีนั้น ตัวเลขการเติบโตจีดีพีมักจะไม่สู้ดีนัก อันเป็นผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้ายในช่วงปลายปีต่อเนื่องมายังต้นปี ซึ่งส่งผล
กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลาย
อย่างเช่นในปี 2014 ไตรมาสแรกนั้นจีดีพีสหรัฐติดลบไป 2.1% ก่อนที่ 3 ไตรมาสที่เหลือจะกลับมาบวกได้อย่างร้อนแรงที่ 4.6% 5% และ 2.2% ตามลำดับ ดังนั้นสำหรับไตรมาส 2-4 ของปีนี้คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหานัก
ถัดมาคือตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อขณะนี้ ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐจะประกาศตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อในวันที่ 19 ส.ค. และ 16 ก.ย. ขณะที่ดัชนีการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญกว่าที่เฟดใช้เป็นมิเตอร์วัดสำคัญของการใช้จ่ายในประเทศนั้นจะประกาศในวันที่ 3 ส.ค. และ 28 ส.ค.นี้
ทั้งนี้ เฟดตั้งเป้าหมายดัชนีเงินเฟ้อไว้ที่ 2% ขณะที่ตัวเลขล่าสุดในเดือน ก.ค.นั้นอยู่ที่เพียง 0.1% เท่านั้น หนำซ้ำดัชนีเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐจึงไม่สู้ดีนักไม่ต่างจากเขตเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ทั่วโลก
ขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานสหรัฐ คือตัวเลขที่เฟดให้น้ำหนักมากที่สุดตลอด 7 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2008 ต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบคิวอี หรือการตัดสินใจต่อนโยบายดอกเบี้ย จากที่ในช่วงปี 2009 อัตราว่างงานสหรัฐพุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์เกือบแตะ 10% มาจนถึงเดือน มิ.ย.ล่าสุดนั้น อัตราการว่างงานของสหรัฐลดต่ำลงมาอยู่ที่ 5.3%
จอห์น ซิลเวีย หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเวลส์ฟาร์โก สาขาเมืองชาร์ลอตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับเฟดนัก
ทั้งนี้ สหรัฐจะประกาศตัวเลขอัตราการว่างงานอีกครั้งในวันที่ 7 ส.ค. และ 4 ก.ย.นี้
สุดท้ายคือ รายได้ของแรงงานสหรัฐ ซึ่งจะมีการประกาศดัชนีค่าแรงการจ้างงานออกมาในวันที่ 31 ก.ค. ตามมาด้วยข้อมูลรายได้ต่อชั่วโมงของแรงงานสหรัฐในวันที่ 7 ส.ค. และ 4 ก.ย.นี้
ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าสหรัฐจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น สร้างตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น แต่กระนั้นก็ยังมีข้อสงสัยถึงลักษณะงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากงานส่วนใหญ่นั้นจะเป็นตำแหน่งงานชั่วคราวและพาร์ตไทม์มากกว่าที่จะเป็นตำแหน่งงานถาวร ดังนั้นรายได้ของแรงงานสหรัฐตลอดเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถกลับสู่ระดับที่แข็งแกร่งเหมือนช่วงก่อนหน้าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้
แต่กระนั้นแนวโน้มของค่าแรงขั้นต่ำในสหรัฐก็ถือว่ามีทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน หลังจากที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ เตรียมประกาศนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 7.25 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง ไปเป็น 10 เหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง
นอกจากนั้น ทางด้านบลูมเบิร์กได้ทำการสำรวจพบว่า คาดว่าดัชนีค่าแรงการจ้างงานในเดือนล่าสุดน่าจะปรับขึ้น 0.6%
จะเห็นได้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการว่างงาน และแนวโน้มของค่าแรง ซึ่งทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ในสหรัฐต่างคาดหวังกันว่าเฟดน่าจะชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ต่อทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ดังนั้น ผลการประชุมที่ปรากฏออกมาเมื่อสองวันที่แล้วจึงสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนไม่น้อยที่เฟดยังมีท่าที “คลุมเครือ” ไม่ชัดเจนเช่นเดิม
ก่อนหน้านี้ เฟดได้ส่งสัญญาณเมื่อครั้งการประชุมในเดือน มิ.ย.แล้วว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าก่อนช่วงปลายปีนี้อัตราดอกเบี้ยเฟดจะขึ้นไปเล็กน้อยที่ 0.625% เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแตกตื่นของตลาด และในปีหน้าถึงจะมีการปรับขึ้นอีกครั้งไปอยู่ที่ 1.625%
บลูมเบิร์กรายงานอ้าง แกรี พอลแลค ผู้จัดการกองทุนสินทรัพย์ตายตัวของกองทุนไพรเวทเวลธ์ ของธนาคารดอยช์แบงก์ เอพี ในนิวยอร์ก ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ตลาดเริ่มที่จะไม่ให้ความสำคัญกับที่ว่าเมื่อไหร่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่ความสนใจไปอยู่ที่เมื่อไหร่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยระลอกที่ 2 ต่างหาก
“คำถามนี้ถือว่ามีความสำคัญมากกว่าสำหรับตลาด เพราะว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สองจะเป็นการส่งสัญญาณว่านโยบายดอกเบี้ยกลับสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริงมากกว่า” พอลแลค กล่าว







