posttoday
กลยุทธ์การปกครอง 101

กลยุทธ์การปกครอง 101

31 กรกฎาคม 2558

เวลานึกถึงกลยุทธ์การปกครองบ้านเมือง หรือที่ใช้สร้างและรักษาอำนาจรัฐ เรามักนึกถึงสามก๊กหรือมาคิอาเวลลี แต่ในงานของไทยเราเองก็มีอะไรให้เก็บเกี่ยวอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้น --อันเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าขอนำมาเล่าต่อในบทความสิ้นเดือนนี้ ในระหว่างที่ยังคิดเรื่องอื่นที่ดีกว่าไม่ออก-- ได้มาจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง

เวลานึกถึงกลยุทธ์การปกครองบ้านเมือง หรือที่ใช้สร้างและรักษาอำนาจรัฐ เรามักนึกถึงสามก๊กหรือมาคิอาเวลลี แต่ในงานของไทยเราเองก็มีอะไรให้เก็บเกี่ยวอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้น --อันเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าขอนำมาเล่าต่อในบทความสิ้นเดือนนี้ ในระหว่างที่ยังคิดเรื่องอื่นที่ดีกว่าไม่ออก-- ได้มาจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง

ข้อน่าสังเกตของเรื่องจะเล่าต่อไปนี้อยู่ที่ว่า เป็นส่วนที่ผู้เขียนพระราชพงศาวดารคือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) น่าจะตั้งใจใส่เพิ่มเข้ามาเป็นลูกเล่นอารมณ์ขันของท่าน เพราะไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังเล่าถึงอยู่โดยตรง พระราชพงศาวดารตอนนั้นกำลังบันทึกเรื่องการผลัดแผ่นดินอังวะ จากพระเจ้าปะดุงมาเป็นพระเจ้าจักไกแมง การข่าวของกรุงเทพฯ ทำให้ทราบว่าบุคลิกของพระเจ้าแผ่นดินพม่าพระองค์ใหม่เป็นคนมีบุคลิกภาพที่แปลกพิเศษอยู่ไม่น้อย หลังจากผู้เขียนพระราชพงศาวดารให้ตัวอย่างที่แสดงถึงบุคลิกภาพดังกล่าวแล้ว ก็ได้เพิ่มเรื่องที่ข้าพเจ้าจะนำมาเล่าต่อเข้ามา สะท้อนว่าท่านผู้เขียนคงเห็นความชอบกลของเรื่อง จนคิดว่าน่าจะนำมาแทรกเข้าไว้ในพระราชพงศาวดาร ข้าพเจ้าขอคัดมาทั้งหมดเพราะไม่ยาวอะไร และจะได้ไม่ถูกข้อหาได้ว่านำเรื่องทะลึ่งมาเขียน

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า

“เมื่อแต่โบราณขึ้นไป ไม่ทราบว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ใด ทรงเหนว่าพระสงฆ์ในเมืองอังวะแลเมืองขึ้นเมืองอังวะ บวชอยู่มากกว่ามาก จะกะเกณฑ์ทัพศึกราชการก็ได้ไพร่พลน้อยไป จึงประกาศให้พระสงฆ์ที่หนุ่มๆ สึกออกเสีย ครั้งนั้นมีขุนนาง [ข้าพเจ้านั้นใคร่จะรู้จักตัวขุนนางผู้นี้เสียจริงๆ พระราชพงศาวดารก็มิได้ให้ชื่อไว้เสียด้วย] กราบทูลว่า จะทำดังนั้นขึ้น พระสงฆ์แลญาติโยม ก็จะได้ความเดือดร้อนทั่วไปทั้งแผ่นดิน ขอให้หมายประกาศว่า พวกผู้หญิงที่นุ่งผ้าถุงอยู่นั้น ให้แปลงนุ่งเป็นผ้าชายประจบกันพอปิดความละอาย ถ้าผู้ใดขืนนุ่งผ้าถุงจะเอาตัวเปนโทษ ถ้าทำได้ดังนี้ เหนพระสงฆ์จะสึกออกมาเอง ไม่ต้องกดขี่ให้สึก เจ้าอังวะก็ทรงเหนด้วย จึงประกาศให้หญิงพม่ามอญลาวทวาย แลหัวเมืองขึ้นทั้งปวง นุ่งผ้าแวบให้หมดจงทั่ว ครั้งนั้น พระสงฆ์สึกออกมาเปนอันมาก”

ท่านที่ยังสงสัยว่านุ่งผ้าแวบนั้นนุ่งกันยังไง ข้าพเจ้าก็เคยสงสัยมาก่อนว่าแวบอย่างไร แต่มาสิ้นสงสัยเพราะผู้จัดพิมพ์พระราชพงศาวดารฉบับนี้ออกมาครั้งล่าสุดคือ สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดทำคำอธิบายเพิ่มเติมให้ด้วย

นุ่งผ้าแวบคือนุ่งแบบนี้ครับ นุ่ง “ให้ปลายผ้าด้านบนเกยกันเพียงเล็กน้อย เมื่อก้าวเดิน ผ้าจะเผยออก” ทีนี้ท่านก็คงเข้าใจกระจ่างแล้วถึงสาเหตุที่ทำให้พระสงฆ์เมืองพม่าสมัยนั้นสึกหาลาเพศกันมาก

...

ขณะที่ข้าพเจ้าลงมือเขียนบทเรียนของเรื่องนี้ว่า การใช้อำนาจที่ชาญฉลาด อย่าใช้แบบกดขี่บีบบังคับ ให้หากลยุทธ์ที่เป็นการวางเงื่อนไขแรงจูงใจ เพื่อดึงดูดคนให้อยากทำสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการ ด้วยความต้องการโดยสมัครใจของเขาเอง จึงจะเป็นการใช้อำนาจโดยแนบเนียน เมื่อเพื่อนหญิงข้าพเจ้ามาอ่านพบเข้า เธอส่งยิ้มหมิ่นหยามออกมาทันใด แล้วบอกว่า เธออ่านดูใหม่ซิ ไม่เห็นหรือว่าในเรื่องนี้ใครถูกใครบีบบังคับอยู่

ขอบคุณเธอแล้ว ก็เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นสรุปสั้นๆ อย่างนี้แทนว่า เรื่องสั้นๆ ในพระราชพงศาวดารฝีมือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรื่องนี้ไม่เพียงมีนัยที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนกลยุทธ์ทางการปกครองที่รู้จักอาศัยใช้จิตวิทยาให้เป็นประโยชน์ แต่ยังมีนัยทางเพศสภาพ ที่เชิญให้ท่านค้นหาต่อไปว่าระหว่างชายกับหญิงแท้ที่จริงแล้วใครจะมีอำนาจเหนือใครกันแน่

ที่มา : พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) จากต้นฉบับตัวเขียนของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติม

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก