
บาทอ่อนไปไม่ช่วย หนุนส่งออกไทยไม่ขึ้น
ในช่วงรอยต่อระหว่างไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ประเด็นทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่จับตากันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่ามากเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ในอาเซียนและภูมิภาคเอเชียด้วยกัน จนหวั่นว่าจะเป็นปัจจัยลบที่ฉุดความสามารถในการแข่งขันของไทยลง
ในช่วงรอยต่อระหว่างไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ประเด็นทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่จับตากันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่ามากเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ในอาเซียนและภูมิภาคเอเชียด้วยกัน จนหวั่นว่าจะเป็นปัจจัยลบที่ฉุดความสามารถในการแข่งขันของไทยลง
แรงกดดันในช่วงนั้นถูกส่งต่อไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทันที ให้ใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย ส่งผลให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งติดต่อกันอย่างเหนือความคาดหมายในเดือน มี.ค. และเดือน เม.ย. โดยลดลงครั้งละ 0.25% หรือจาก 2% สู่ระดับ 1.75% และมาที่ 1.5% จนถึงปัจจุบัน
แม้จะระบุว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเป็นหลักโดยรับต้นทุนกู้ยืมให้ถูกลง แต่บรรดาผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ไปจนถึง สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีคลัง ต่างก็ระบุอย่างไม่ปิดบังว่า จุดมุ่งหมายหลักก็คือต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าลงเพื่อช่วยสนับสนุนให้ภาคการส่งออกที่เป็นหัวใจสำคัญเกือบ 70% ของจีดีพีประเทศไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดีขึ้น
ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าในช่วงเดือน มี.ค. ก่อนการลดดอกเบี้ยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 32.67/69 บาท/เหรียญสหรัฐ จึงทยอยอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 32.83 บาท/เหรียญสหรัฐ หลังการลดดอกเบี้ยรอบสองในปลายเดือน เม.ย. ในขณะที่สำนักวิเคราะห์หลายแห่งให้กรอบค่าเงินบาทสิ้นปี 2558 ที่ประมาณ 34-34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันถึงสิ้นปี 2558 หรือพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ เพิ่งจะผ่านครึ่งปีแรกมาได้เพียง 1 เดือน ค่าเงินบาทไทยก็ทะลุไปแตะระดับ 34.95 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดในรอบ 6 ปีแล้ว ซึ่งนับว่าอ่อนค่าทะลุไปไกลกว่าที่คาด เนื่องจากมีความเป็นเป็นได้มากขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกภายในปี 2558 นี้ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ขยายกรอบเงินบาท ณ สิ้นปีนี้ไปที่ 35.25 บาท/เหรียญสหรัฐแล้ว
และที่คาดไม่ถึงก็คือ ภาคการส่งออกที่น่าจะได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อนกลับไปไม่ถึงอย่างที่วาดฝันเอาไว้
เพราะตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กลับเดินหน้าดิ่งเหวและติดลบต่ำสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง โดยหดตัวถึง 7.87% มีมูลค่าอยู่ที่ 18,162 ล้านเหรียญสหรัฐ รวม 6 เดือนแรกของปีนี้ติดลบไป 4.84% มีมูลค่าราว 1.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งที่สถานการณ์ค่าเงินในเดือน มิ.ย. ถือว่าเกื้อหนุนเต็มที่แล้ว จากข้อมูลของรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พบว่า เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 33.63 บาท/เหรียญสหรัฐ หากนับตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นมา อ่อนค่าลงรวมแล้ว 2.17%
นั่นหมายความว่า สถานการณ์การค้าโลกซบเซาเกินกว่าที่ปัจจัยค่าเงินจะช่วยหนุนการส่งออกได้เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะ "จีน" ที่เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของการค้าขายกับไทยและเอเชียเรา ในฐานะที่เป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 กับไทย เป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 2 ของไทย รองจากสหรัฐ และยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของกลุ่มอาเซียน
หากดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญและการค้าของจีนในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า 6 เดือนแรกของปีนี้ นโยบายลดการเติบโตอย่างร้อนแรงหันมาโตอย่างยั่งยืนแทนของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ได้ฉุดให้การค้าจีน (ทั้งส่งออกและนำเข้า) ลดลงมากถึง 6.9% มาอยู่ที่ 11.53 ล้านล้านหยวน จากปัจจัยดีมานด์ตลาดโลกที่ลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังตกต่ำ เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น
ขณะที่การลดเป้าเติบโตของจีนเองก็ฉุดกำลังซื้อภายในและการนำเข้าสินค้าอย่างหนักเช่นกัน เฉพาะเดือน มิ.ย. การนำเข้าของจีนลดลง 6.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าและลดลงเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันอยู่ที่ 8.9 แสนล้านหยวน
ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่จีนเท่านั้น เพราะตัวเลขการค้าของไทยในเดือน มิ.ย. ยังพบว่าตลาดสหรัฐซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยได้กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน หรือลดลง 0.1% จากการส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง ขณะที่การส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นลดลง 4.2% สหภาพยุโรป (อียู) ลดลง 7.1% และจีนลดลง 0.8% โดยตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์พบว่า เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทยยังชะลอตัวหรือยังฟื้นตัวได้ไม่มาก ทำให้มีตัวเลขนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา เช่น รัสเซีย ลด 39.2% ญี่ปุ่น ลด 21.2% จีน ลด 21% และสหรัฐ ลด 3.9% เป็นต้น
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ภาวะค่าเงินบาทและค่าเงินทั่วกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งอ่อนค่าระส่ำกันอย่างหนักในรอบหลายปีในเดือน ก.ค. จะถูกตีความว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพค่าเงินมากกว่าจะเป็นปัจจัยบวกเพียงอย่างเดียว
เพราะบรรดาประเทศผู้ส่งออกรอบบ้านเราที่เจอปัญหาการค้าซบเซาหนักไม่แพ้กันนั้น ต่างก็เจอปัญหาการส่งออกทั้งที่มีค่าเงินอ่อนค่าเป็นปัจจัยหนุนไม่ต่างจากไทย
มีเพียงตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย. ที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นบ้างบนปัจจัยที่ต่างกัน เช่น การส่งออกอินโดนีเซียโตได้ 5.91% เนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นสินค้าส่งออกหลักเริ่มขยับสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่การส่งออกสิงคโปร์ในเดือนเดียวกันกลับมาเป็นบวกได้ 4.7% นำโดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่สิงคโปร์ก็ยังไม่วางใจว่าการส่งออกจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง
จากข้อมูลของรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 30 ก.ค. พบว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นมา ค่าเงินริงกิต มาเลเซีย อ่อนค่าลงรวมหนักสุด 8.3%/รูเปียห์ อินโดนีเซีย 8.06%/วอน เกาหลีใต้ 5.93%/บาท 5.84%/เยน ญี่ปุ่น 3.57%/เหรียญสิงคโปร์ 3.22% และเปโซ ฟิลิปปินส์ 1.96% แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีประเทศไหนแสดงความเชื่อมั่นว่าค่าเงินที่อ่อนค่าลงจะช่วยให้การส่งออกครึ่งปีหลังนี้กลับมาฟื้นตัวได้จริง
ในทางตรงกันข้ามค่าเงินที่อ่อนค่าลงหนักและเร็วกว่าที่คาดกลับส่งผลกระทบด้านลบที่มองข้ามไม่ได้เช่นกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่ลดลง หรือความเสี่ยงต่อการขาดดุลการค้าหากราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจุบันธนาคารกลางของหลายประเทศต่างรายงานทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงอย่างหนัก เมื่อแปลงเงินกลับมาเป็นสกุลเงินท้องถิ่นและธนาคารกลางยังต้องใช้เงินไม่น้อยคอยรักษาเสถียรภาพค่าเงินไม่ให้ผันผวนมากเกินไปด้วย
เศรษฐกิจครึ่งปีหลังในยุค New Normal จึงอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของการลดดอกเบี้ย ดึงต้นทุนกู้ยืมต่ำ ลดค่าเงินบาทให้อ่อน เพื่อกระตุ้นการส่งออกและบริโภคเหมือนที่ผ่านๆ มา ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด







