
เสียชื่อ
ไม่ทราบบังเอิญโชคไม่เข้าข้าง หรือเป็นเพราะรัฐมนตรีกับทีมที่ปรึกษามัวแต่ยุ่งกับงานโครงการอย่างเรื่องรถไฟความเร็วสูง จนไม่มีเวลาให้กับงานของข้าราชการประจำ ทำให้แต่ละเรื่องที่หลุดออกมาจากกระทรวงคมนาคมตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นเรื่องน่าละอาย ทำความเสียหาย และสะท้อนความไม่เอาไหนรวมทั้งความไม่โปร่งใสภายในกระทรวง
ไม่ทราบบังเอิญโชคไม่เข้าข้าง หรือเป็นเพราะรัฐมนตรีกับทีมที่ปรึกษามัวแต่ยุ่งกับงานโครงการอย่างเรื่องรถไฟความเร็วสูง จนไม่มีเวลาให้กับงานของข้าราชการประจำ ทำให้แต่ละเรื่องที่หลุดออกมาจากกระทรวงคมนาคมตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นเรื่องน่าละอาย ทำความเสียหาย และสะท้อนความไม่เอาไหนรวมทั้งความไม่โปร่งใสภายในกระทรวง
เริ่มตั้งแต่กรมการบินพลเรือน หรือ บพ. โดนองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ คาดโทษ เป็นผลให้บางประเทศห้ามสายการบินจากไทยเปลี่ยนแปลงตารางการบินและเพิ่มเที่ยวบิน จากนั้นก็มีการติดธงแดงหน้าชื่อประเทศไทยในเว็บไซต์ของไอเคโอ ทำให้เราต้องอกสั่นขวัญแขวนว่าจะมีประเทศไหนแบนเราอีกหรือไม่ เพราะแค่นี้ก็กระทบธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศอยู่แล้ว
ต่อมาก็เป็นเรื่องนายตำรวจใหญ่ถูกจับข้อหาพยายามพกปืนเถื่อนขึ้นเครื่องบินที่ญี่ปุ่น ซึ่งดูผิวเผินไม่น่าจะเกี่ยวกับกระทรวง แต่บังเอิญไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหนก็หนีไม่พ้นต้องสรุปว่า ปืนกระบอกนั้นผ่านสนามบินสุวรรณภูมิออกไป ทำให้เกิดข้อกังขาเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินไทย
หลังจากผมเขียนเรื่องนี้ไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ก็มีผู้อ่านตั้งคำถามแรงมากกลับมาว่า ต่อไปใครคิดจะจี้เครื่องบิน ก็ต้องคิดถึงไทยเป็นประเทศแรกใช่หรือไม่ บอกตรงๆ ส่วนตัวผมคิดว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น ในโลกนี้ยังน่าจะมีประเทศอื่นที่หละหลวมกว่าเรา แม้ว่าจะยังนึกไม่ออกในทันทีก็ตาม
ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องของกระทรวงคมนาคมอีก 2 เรื่องที่แม้จะไม่ดังในทางลบเท่ากับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน แต่สำหรับผมเป็นเรื่องที่แย่มากๆ ไม่แพ้กัน
เรื่องแรกเกิดที่สนามบินดอนเมือง เป็นเรื่องต่อเนื่องจากเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของสนามบินไทย กล่าวคือ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย สนามบินก็เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสัมภาระของผู้โดยสาร กระเป๋าทุกใบไม่ว่าจะโหลดหรือถือติดตัวต้องผ่านเครื่องเอกซเรย์ก่อนเช็กอิน ทำให้เกิดความโกลาหลและมีคิวยาวเหยียด ผู้โดยสารหลายคนต้องรอนานจนตกเครื่อง
ผลกระทบจากเรื่องนี้มีมากกว่าที่ผู้บริหารสนามบินคาดคิด เพราะมีเสียงโวยวายดังลั่นจากคนที่เสียความรู้สึก เสียเวลา เสียธุรกิจเพราะไปไม่ทันนัด และที่สำคัญเป็นการทำร้ายธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศ
เรื่องที่สองเป็นเรื่องของกรมทางหลวงที่เพิ่งเปิดตัวระบบเอ็มพาส ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติบนมอเตอร์เวย์ คล้ายระบบอีซี่พาสของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เรื่องนี้เมื่อมองในแง่มุมส่วนรวมเป็นเรื่องที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากประเทศชาติจะเสียประโยชน์จากการลงทุนพัฒนาระบบและจากการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน ผู้ขับขี่รถยนต์ยังเกิดความไม่สะดวก ต้องสมัครเป็นสมาชิก ติดตั้งอุปกรณ์ และคอยเติมเงินของทั้งสองระบบ
น่าสังเกตว่า การพัฒนาระบบอย่างเอ็มพาสเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเป็นปี แต่กลับเป็นเรื่องที่แทบจะไม่มีใครทราบล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย เพราะหากกรมทางหลวงคิดว่าเป็นผลงาน ก็น่าจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกันมานานแล้ว นอกจากนี้ ในโบรชัวร์ที่ผมได้รับแจก ผมพยายามหาชื่อกรมทางหลวง แต่หาไม่เจอ มีชื่อกระทรวงคมนาคมตัวเล็กมากแทบอ่านไม่ออก ที่ตัวใหญ่เห็นชัดคือชื่อธนาคารกรุงไทย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เจ้าของระบบ เป็นเพียงผู้รับจ้างให้บริการบางส่วนเท่านั้น
แน่นอนว่าขืนประกาศล่วงหน้า คงถูกค้านจนอดทำโครงการ
ผมมีประเด็นที่อยากจะพูดถึง รวมทั้งมีข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ดังนี้
หนึ่ง ที่จริงแต่ละเรื่องที่กล่าวถึงล้วนมีจุดเริ่มต้นก่อนรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศทั้งสิ้น จึงไม่น่าจะจำเป็นต้องโอบอุ้มหรือปกป้องใคร ผิดถูกอย่างไรควรว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ชื่อเสียงของตัวเองจะได้ไม่พลอยมัวหมองไปด้วย
สอง แต่ละเรื่องควรมีผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะผมอยากเห็นใครถูกลงโทษ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลย และมีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา อย่าลืมว่าแต่ละเรื่องล้วนมีการรายงานข่าวไปแล้วอย่างกว้างขวาง และหนีไม่พ้นที่จะถูกจับตาดูว่าการแก้ไขปัญหาจะมีความเป็นรูปธรรมหรือไม่
ในกรณีที่มีความเคลือบแคลงเรื่องความโปร่งใส เช่น การออกใบอนุญาตการบินพร่ำเพรื่อ หรือการลงทุนพัฒนาระบบซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่เดิม ควรต้องมีการตรวจสอบและทำความจริงให้เป็นที่ประจักษ์
สาม หน่วยงานราชการมักให้ความสำคัญกับการทำให้ตัวเองพ้นผิด มากกว่าจะคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ใช้บริการ เช่น สนามบินดอนเมืองปล่อยให้ผู้โดยสารเดือดร้อนเพื่อให้ตัวเองพ้นจากการถูกตำหนิว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงกับไอเคโอ หรือกรมทางหลวงอาจจงใจให้รถติดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทาง เพื่อผลักดันยอดสมาชิกระบบเอ็มพาส โครงการจะได้ไม่ล้มเหลว
มีคนวิจารณ์ไปไกลยิ่งขึ้นว่า สนามบินดอนเมืองอยากได้รับการจัดสรรงบประมาณซื้อเครื่องเอกซเรย์เพิ่ม จึงต้องทำให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อนเสียก่อน จะได้มีข้ออ้างว่าเครื่องมือไม่เพียงพอ
สี่ หน่วยงานราชการมักไม่ใส่ใจเรื่องการประสานงานระหว่างกัน เห็นได้ชัดในกรณีกรมทางหลวงกับการทางพิเศษฯ ทั้งๆ ที่ทั้งสองหน่วยงานมีต้นสังกัดเดียวกันคือกระทรวงคมนาคม
มีคนเล่าให้ฟังว่า ทั้งสองหน่วยงานนอกจากจะไม่ประสานงานกันแล้ว ยังไม่กินเส้นกันด้วย โดยต่างถือว่าต้องแย่งชิงเค้กก้อนเดียวกัน คืองบประมาณในการก่อสร้างทางหลวง นอกจากนี้ บางครั้งยังอาจมีการ
กลั่นแกล้งกันด้วย เช่น ปล่อยให้ถนนเลี่ยงเมืองชลบุรีระหว่างทางยกระดับกับมอเตอร์เวย์เป็นหลุมเป็นบ่ออยู่หลายปี เพื่อให้คนใช้ทางยกระดับน้อยลง หันไปใช้มอเตอร์เวย์มากขึ้น
ข้อสุดท้าย ไหนๆ เรื่องก็เกิดแล้ว เสียหายไปแล้ว รัฐบาลกับกระทรวงคมนาคมควรพยายามจำกัดขอบเขตของความเสียหายให้อยู่ในวงจำกัด เช่น ในเรื่องการบินและสนามบิน ต้องใส่ใจในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อให้สังคมโลกกลับมามั่นใจ ธุรกิจการบินและธุรกิจท่องเที่ยวของเราจะได้ถูกกระทบน้อยที่สุด
ส่วนเรื่องเอ็มพาสกับอีซี่พาสควรรีบทำให้กรมทางหลวงกับการทางพิเศษฯ หันหน้าเข้าหากันและทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทั้งสองระบบใช้งานระหว่างกันได้ ผู้ขับขี่รถยนต์จะได้ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ 2 ชุด และในระยะยาวอาจต้องบังคับให้รวม 2 ระบบเข้าด้วยกัน







