
ดีมานด์ทองคำ
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
อีกปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อราคาทองคำนอกจากภาวะเงินเฟ้อที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำอย่างมาก ก็คือ ความต้องการทองคำในตลาด ที่ผ่านมาการสะสมทองคำของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกอาจจะดูอ่อนแรงลงไป หลังจากที่ราคาทองคำไม่น่าสนใจนัก แต่ทว่าหลังจากนี้ราคาทองคำอาจจะกลับมาตีตื้นได้อีกครั้ง เมื่อความต้องการทองคำอาจจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาที่ถูกลง แต่กระนั้นก็อาจจะไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับราคาที่ร้อนแรงเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจของโลกที่ยังไม่สู้ดีนัก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลดลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาหลายวันติดต่อกัน โดยราคาล่าสุดนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,098 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ต่ำกว่าระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมานั้นราคาทองคำปรับลดลงไปแล้ว 6.37% ขณะที่ใน 1 ปี ราคาทองคำปรับลดลงไปแล้ว 15.91% ครับ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาวะราคาทองคำตกต่ำนั้นกำลังฉุดให้ความต้องการทองคำปรับขึ้นได้ เพราะว่าทองคำคือสินทรัพย์ที่จับต้องได้ สำหรับประชาชนคนธรรมดานี่ล่ะครับ เห็นได้ว่าทองคำลงเมื่อไร เยาวราชคึกคักกันทันที ในตลาดโลกก็เช่นกัน ขณะนี้มีรายงานว่าบรรดากองทุนบริหารความเสี่ยงหรือเฮดจ์ฟันด์นั้น กำลังกลับมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำกันมากขึ้นครับ
เพราะเมื่อเทียบกับน้ำมันแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องบอกว่าทองคำยังมีอนาคตมากกว่า จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เฮดจ์ฟันด์กลับมาลงทุนในทองคำมากกว่าตลาดน้ำมัน เพราะอะไร?
เพราะว่าราคาน้ำมันนั้น ในระยะยาวยังเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง เมื่อพิจารณาถึงการขุดน้ำมันจากแหล่งหินดินดานหรือเชลออยล์ในสหรัฐ ที่ว่ากันตามจริงนั้นถือว่าเป็นอนาคตใหม่ของพลังงานในสหรัฐทีเดียว ซึ่งสหรัฐไม่ยอมปล่อยให้เชลออยล์พ่ายแพ้ในสงครามราคากับโอเปกแน่นอน
นอกจากนั้น ผลจากข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและมหาอำนาจ 6 ฝ่ายนั้น ยังจะเปิดทางให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันได้อย่างเต็มที่ในไม่ช้านี้ ในระยะยาวราคาน้ำมันจึงน่าจะไม่มี
อนาคตนัก
สำหรับน้ำมันแม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงทางราคาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่กระนั้นดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นก็ไม่น่าจะทำให้ราคาตกลงไปรุนแรงมากนัก แต่ทว่าราคาก็ไม่น่าจะฉูดฉาดเหมือนในอดีตเช่นกัน เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจโลกนั้นยังอึมครึมไปด้วยภาวะชะลอตัวของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะรุนแรงเข้าสู่ภาวะเงินฝืดด้วยซ้ำ
ราคาทองคำก็จะขึ้นๆ ลงๆ เช่นนี้ต่อไปครับ เมื่อไรที่กระแสการขึ้นดอกเบี้ยมาแรง ราคาก็จะลดต่ำลง และก็จะทำให้มีความต้องการทองคำมากขึ้น ราคาก็จะกลับมาทรงตัวได้เช่นเดิม







