posttoday
น้ำมันตลาดหมีมาแน่  เชลออยล์ยังไม่ตาย

น้ำมันตลาดหมีมาแน่ เชลออยล์ยังไม่ตาย

24 กรกฎาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

บรรยากาศทางเศรษฐกิจโลกที่ซบเซากำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่เขย่าให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงลงอย่างระเนระนาด อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 5-6 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาน้ำมัน ซึ่งร่วงลงไปแล้วกว่า 50% เมื่อเทียบกับราคาเมื่อช่วงปีที่แล้ว

เมื่อวานนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัญญาส่งมอบเดือน ก.ย. ย่อตัวลงมาอยู่ที่ 49.19 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือร่วงลงมาอยู่ที่ 56.13 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาที่กลับไปอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์หลายสำนักและกูรูด้านน้ำมันระบุตรงกันว่า ในปัจจุบันน้ำมันกำลังเข้าภาวะ “ตลาดหมี” ซึ่งหมายความว่า ราคาน้ำมันจะตกต่ำเช่นนี้ไปอีกนาน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลตรงกันว่า ตลาดกำลังขานรับแรงกดดันจากการหนุนเนื่องเข้ามาของปริมาณน้ำมัน “เมดอินอิหร่าน” หลังจากอิหร่านกับมหาอำนาจทั้ง 6 ชาติ สามารถบรรลุการเจรจานิวเคลียร์ได้สำเร็จ ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง

ก่อนหน้าการบรรลุการเจรจา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงน้ำมันอิหร่าน “มันซูร์ โมอาซามิ” ประกาศกร้าวว่า อิหร่านมีศักยภาพพอที่จะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า หากมีการยกเลิกการคว่ำบาตร หมายความว่าอิหร่านสามารถเพิ่มการส่งออกน้ำมันได้จากเดิมที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน เป็น 2.3 ล้านบาร์เรล/วัน

อิหร่านยังแสดงความมั่นอกมั่นใจมากว่า ปริมาณน้ำมันอิหร่านจะเป็นปัจจัยสำคัญที่พลิกโฉมตลาดน้ำมันโลกถึงกับเตือนให้เพื่อนสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เตรียมรับมือกับปริมาณน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นจากอิหร่านเลยทีเดียว โดยมีการคาดการณ์กันว่าอิหร่านน่าจะสามารถฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันได้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม น้ำมันเมดอินอิหร่านก็ไม่ใช่ปัจจัยที่ฉุดราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในขณะนี้ จะลืมไม่ได้เด็ดขาดว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันที่เคยอยู่สูงเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต้องร่วงลงอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปัจจุบัน เกิดจาก “การโหมขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เชลออยล์ ในสหรัฐ”

อุตสาหกรรมน้ำมันเชลออยล์บูมรวดเร็วในแหล่งอีเกิลฟอร์ดของเทกซัส และนอร์ทดาโคตา ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดโลก สหรัฐที่เคยเป็นตลาดส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของกลุ่มโอเปกสามารถผลิตน้ำมันได้เองภายในประเทศ ทำให้กลุ่มโอเปกจึงไม่พอใจอย่างมาก

กรณีดังกล่าวกลายเป็นการจุดชนวนสงครามการหั่นราคาน้ำมัน ซึ่งปรากฏเป็นภาพราคาน้ำมันร่วงในปัจจุบัน เนื่องจากโอเปกเชื่อว่าการผลิตน้ำมันในกลุ่มโอเปกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางมีต้นทุนต่ำกว่าในสหรัฐมาก หากปล่อยให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ก็จะทำให้อุตสาหกรรมเชลออยล์ในเมืองลุงแซมไม่ทำกำไร และค่อยๆ เลิกกิจการไปเอง

ต่อมานโยบายของโอเปกได้ผล เริ่มมีธุรกิจพลังงานในสหรัฐหลายแห่งชะลอการเปิดหลุมขุดเจาะน้ำมันใหม่ รวมถึงลดสัดส่วนการลงทุนและเกิดการปลดคนงาน ซึ่งกระทบกระเทือนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐไปช่วงหนึ่งทีเดียว เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศสูง

อย่างไรก็ตาม การเปิดข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมีปริมาณน้ำมันสำรองในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 2.47 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี สวนทางกับการคาดการณ์ที่เชื่อว่าดิ่งลงไปอยู่ที่ 2.2 ล้านบาร์เรล ตามสัดส่วนกำลังการผลิตเชลออยล์

ทั้งนี้ อเล็กซานเดอร์ โนวัก รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานรัสเซีย เคยแสดงทัศนะไว้ว่า สิ่งที่กังวลจริงๆ ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันจากอิหร่าน หากแต่เป็นการขุดเจาะเชลออยล์ในสหรัฐ ซึ่งมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในราคาที่ถูกลง

“เชลออยล์ยังคงดีอยู่ แม้ราคาจะต่ำลงมากก็ตาม” โนวัก กล่าว พร้อมยกตัวอย่างกรณี สแตทออยล์ รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันจากนอร์เวย์ ซึ่งเข้าไปลงทุนในอีเกิลฟอร์ด ที่ลดแท่นขุดเจาะลงถึง 2 ใน 3 แต่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 1 ใน 3

นอกจากนี้ รัฐมนตรีพลังงานแดนหมีขาวยังให้ข้อมูลอีกด้วยว่า สแตทออยล์สามารถลดต้นทุนการผลิตจาก 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อ 1 บ่อน้ำมัน ลงมาอยู่ที่ 3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อ 1 บ่อน้ำมัน ซึ่งหมายความว่า กลยุทธ์หั่นราคาของโอเปกจะใช้กับสหรัฐไม่ได้ในอนาคต

ท่ามกลางปริมาณน้ำมันที่เร่งปั๊มกันจนล้นโลก ทว่าปริมาณความต้องการนำเข้าน้ำมันกลับไม่เพิ่มขึ้นเลย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา โดยปัจจัยสำคัญมาจากจีนซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์มากที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 20 ปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นหลัก นับตั้งแต่บราซิลไปจนถึงนอร์เวย์ โดยปัจจุบันค่าเงินโครนของนอเวย์ร่วงลง 0.8% ไปอยู่ที่ 8.2355 โครน/เหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินเรียลของบราซิลดิ่งลงไปอยู่ที่ 3.1960 เรียล/เหรียญสหรัฐ

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด กำลังบ่งชี้ว่าราคาน้ำมันโลกกำลังเปิดประตูเข้าสู่ภาวะตลาดหมีและกำลังสร้างผลกระทบต่อรายได้ของหลายประเทศ จนอาจมีความเป็นไปได้สูงมากว่าราคาน้ำมันดิ่งตัวในขณะนี้อาจเป็นปัจจัยฉุดเศรษฐกิจโลก มากกว่าจะช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกก็เป็นไปได้

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว